กรอบความคิด และทฤษฎีที่นำมาใช้เป็นกรอบในการดำเนินการวิจัยในโครงการวิจัยนี้ ประกอบด้วยกรอบความคิดหลายแนวทางด้วยกัน ทั้งภาษาศาสตร์สารคดีที่เน้นการจัดการเอกสารและบันทึกข้อมูลภาษา การวิเคราะห์ตัวบทในระดับสัมพันธสาร ดังนี้

    1. การจัดการเอกสารและข้อมูลทางภาษา (Language Documentation)

              การจัดการเอกสารและข้อมูลทางภาษา คือ การบันทึกภาษาใดภาษาหนึ่งของกลุ่มชนใด    กลุ่มชนหนึ่ง เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ที่หลากหลายและมีอายุการนำไปใช้ประโยชน์ที่ยาวนาน (a lasting, multipurpose record of a language) โดยที่การจัดการเอกสารและข้อมูลทางภาษา ควรบันทึกข้อมูลด้านภาษาที่หลากหลายที่สุด ครอบคลุมทุกประเภทตัวบท (text types) และทุกทำเนียบภาษา (register) เพื่อให้มีความหลากหลายทางวิธภาษา (variety) ทั้งความหลากหลายระดับสังคมและระดับท้องถิ่น และความหลากหลายในแง่ของภาษาพูดและภาษาเขียน (Himmelmann, 2006: 1-2)
              ประโยชน์ของการจัดการเอกสารและข้อมูลทางภาษามีประโยชน์ต่อการตัดสินใจการวางแผนภาษา (language planning decisions) การเตรียมการสื่อทัศนูปกรณ์เรื่องการเรียนการสอนภาษา (preparing educational materials) การวิเคราะห์เพื่อตอบโจทย์วิจัยด้านทฤษฎีไวยากรณ์ (analyzing a set of problems in syntactic theory) นอกจากนี้หน่วยงานต่างๆ ที่ได้รับประโยชน์ยังหมายรวมถึง ชุมชนเจ้าของภาษา หน่วยงาน องค์กรระดับชาติและนานาชาติที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและการวางแผนภาษา รวมทั้งนักวิจัยในสาขาต่างๆ เช่น ภาษาศาสตร์ มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์เรื่องเล่า (oral history)  คติชนวิทยา เป็นต้น
              ฮิมเมลมันน์ (Himmelmann 2006: 5) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาแนวทางการศึกษานี้ได้ระบุประโยชน์ 3 ประการของการจัดการเอกสารและข้อมูลทางภาษา ได้แก่
              1) เป็นการธำรงรักษาภูมิปัญญาด้านภาษาของภาษาที่อยู่ในภาวะวิกฤต กล่าวคือ การจัดการเอกสารและบันทึกข้อมูลทางภาษานี้ ไม่เพียงแต่เป็นการรวบรวมข้อมูลคลังความรู้ทางภาษา (data repositories) สำหรับการศึกษาหาคำตอบเชิงวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นทรัพยากรที่สำคัญในการสนับสนุนและส่งเสริมการธำรงรักษาภาษานั้นๆ อีกด้วย (language maintenance)
              2) เป็นการประหยัดทรัพยากรและเป็นการต่อยอดงานวิจัย (research economy) กล่าวคือหากนักวิจัยสนใจศึกษาและต้องการทำวิจัยภาษาใดภาษาหนึ่งสามารถดำเนินการวิจัยได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์  เนื่องจากมีข้อมูลเอกสารและตัวบทภาษาที่ได้เก็บรวมรวมและบันทึกไว้แล้ว
              3) เป็นการทำให้การศึกษาวิเคราะห์มีมาตรฐานน่าเชื่อถือ (accountability) การทำให้เป็นมาตรฐานน่าเชื่อถือนี้รวมไปถึงการตรวจสอบทุกประเภท และการทดสอบระเบียบวิธีวิจัย ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อมูลพื้นฐานเชิงประจักษ์ของการวิเคราะห์หรือทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่ง นอกจากนี้ยังรวมถึงมาตรฐานงานวิจัยที่สามารถทำซ้ำและได้ผลในลักษณะเดียวกันกับงานวิจัยที่ได้ทำมาแล้ว(replicability) หรืองานวิจัยอยู่ในลักษณะที่สมมติฐานที่จะใช้ได้นั้นจะต้องทำให้เป็นเท็จได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ สามารถทดสอบความจริงเท็จ ถูกผิดได้ นั่นคือทุกสมมติฐานต้องทดสอบได้ว่าถูกหรือผิด (falsifiability) นั่นเอง การศึกษาเช่นนี้จึงมีลักษณะความเป็นวิทยาศาสตร์ค่อนข้างสูง
              เพื่อให้การศึกษามีความชัดเจนและรอบคอบมากยิ่งขึ้น ฮิมเมลมันน์ (Himmelmann อ้างแล้ว: 4-5) จึงได้เสนอแนวทาง เกณฑ์และ เงื่อนไขที่จำเป็นในการกำหนดเป้าหมายและข้อจำกัดในการจัดการเอกสารและข้อมูลทางภาษาไว้ด้วย นั่นคือ
              1) การมีผู้ให้ข้อมูลภาษามีส่วนร่วมในการดำเนินการ (availability of speakers who are willing and able to participate in the documentation effort) เจ้าของภาษาของชุมชนหรือกลุ่ม        ชาติพันธุ์เป็นคนสำคัญที่สุดในฐานะเป็นผู้รู้ข้อมูลภาษานั้นๆ สามารถเป็นผู้ให้ข้อมูลภาษาได้ โดยจะต้องให้เจ้าของภาษามีบทบาทในการมีส่วนร่วมในการจัดการเอกสารและบันทึกข้อมูลทางภาษาด้วย เจ้าของภาษาที่เป็นผู้ให้ข้อมูลนี้เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดเนื้อหาของการจัดการเอกสารและข้อมูลทางภาษา รวมทั้งเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการก่อให้เกิดผลิตภาวะ(productivity) ของโครงการการจัดการเอกสารและบันทึกข้อมูลทางภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ด้วย 
              2) กรอบแนวคิดทฤษฎีที่ใช้เป็นแนวทางในการจัดการเอกสารและบันทึกข้อมูลทางภาษา (theoretical framework for language documentation) นั้น ควรเปิดพื้นที่สำหรับการเข้ามามีส่วนร่วมของเจ้าของภาษา เนื่องจากข้อมูลของเจ้าของภาษาและปัจจัยอื่นๆ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันไปในแต่ละชุมชนและในแต่ละพื้นที่ของการวิจัยเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ ข้อจำกัดในแง่ของระดับรายละเอียดของกรอบทฤษฎีทั่วไปที่ใช้ในการจัดการเอกสารและข้อมูลทางภาษา สามารถเปิดทางให้วิเคราะห์และศึกษาโดยใช้แนวคิดและแนวทฤษฎีต่างๆ ร่วมศึกษาได้ กล่าวคือการจัดการเอกสารและข้อมูลทางภาษาเปิดกว้างในการนำเอกสารข้อมูลทางภาษาที่ได้บันทึกไปศึกษาด้วยกรอบทฤษฎีใด     ก็ได้ และเปิดกว้างสำหรับการศึกษาวิเคราะห์แง่มุมทางภาษาและแง่มุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องที่ผู้วิจัยสนใจ ในทางปฏิบัติแล้ว ชุมชนเจ้าของภาษาและผู้วิจัยควรกำหนดคุณสมบัติเฉพาะของการจัดการเอกสารและข้อมูลทางภาษาก่อนได้ การกำหนดล่วงหน้านี้เป็นแนวทางในการวางกรอบการทำงาน เพื่อหาแนวคิดและกรอบทฤษฎีทางภาษาที่เหมาะสมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ทั้งชุมชนภาษานั้นๆ และนักวิจัยมีความประสงค์ร่วมกัน  ในโครงการวิจัยนี้ กรอบแนวคิดทฤษฎีที่ใช้ในการวิเคราะห์ตัวบทภาษามีทั้งการวิเคราะห์ภาษาระดับสัมพันธสารของภาษาไทยโซ่ง โดยใช้กรอบทฤษฎีไวยากรณ์ระบบ-หน้าที่ (Systemic Functional Linguistics) และการวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ในระดับวาทกรรมโดยใช้กรอบทฤษฎีวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากย์ (Critical Discourse Analysis)
              แนวคิดหลักของการจัดการเอกสารและข้อมูลทางภาษาคือการแยกตัว (dissociate) ข้อมูลปฐมภูมิออกจากทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่ง ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าการจัดการเอกสารและข้อมูลทางภาษาจะไม่มีกรอบทฤษฎีกำหนด (a theory-free) หรือไม่เห็นด้วยกับการมีกรอบทฤษฏีในการดำเนินการ (anti-theoretical enterprise) แต่อย่างใด แต่จะต้องเป็นกรอบแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวข้องกับกระบวนการ ระเบียบวิธีวิจัยที่ใช้ในการบันทึก ดำเนินการ และการเก็บรักษาอนุรักษ์ข้อมูลปฐมภูมิด้านภาษา รวมไปถึงการทำให้ข้อมูลปฐมภูมิที่รวบรวมและบันทึกไว้เหล่านั้นนำไปใช้ประโยชน์ในวงกว้างได้ รวมถึงการนำไปใช้ประโยชน์เชิงทฤษฎี และในเชิงประยุกต์
              3) การประสานเชื่อมต่อ (interface) เอกสารข้อมูลปฐมภูมิด้านภาษากับการวิเคราะห์แบบต่างๆ ที่ไม่จำกัดศาสตร์ ดังนั้นในทางปฏิบัติของโครงการวิจัยการจัดการเอกสารและข้อมูลทางภาษา (ในที่นี้คือเรื่องเล่าและนิทานพื้นบ้านกลุ่มชาติพันธุ์) ผู้วิจัยจึงต้องกำหนดประเภทและรูปแบบข้อมูลปฐมภูมิที่ต้องการเก็บรวบรวมสำหรับเพื่อเป็นข้อมูลในกระบวนการวิเคราะห์ที่เฉพาะเจาะจง เพื่อที่ผู้วิจัยสามารถแน่ใจได้ว่าประเภทของข้อมูลปฐมภูมิที่ดำเนินการจัดการเอกสารและข้อมูลได้รวบรวมข้อมูลทางภาษาที่เกี่ยวข้องได้อย่างครอบคลุมที่สุด และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในวงกว้าง
    นอกจากนี้ ภาษาศาสตร์สารคดี (documentary linguistics) ที่เป็นแนวทางของการจัดการเอกสารและข้อมูลทางภาษา ยังมีคุณลักษณะอันโดดเด่นที่ทำให้แตกต่างไปจากภาษาศาสตร์แนวทางอื่นๆ และมีความน่าสนใจเหมาะสมที่จะนำมาใช้เป็นแนวทางในการศึกษาวิจัยภาษาที่สัมพันธ์กับสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์โดยเฉพาะอีกด้วย ฮิมเมลมันน์ (อ้างแล้ว: 15) ได้สรุปถึงคุณลักษณะของภาษาศาสตร์สารคดี ดังนี้
              1. ภาษาศาสตร์สารคดีจะเน้นข้อมูลปฐมภูมิ (focus on primary data) การจัดการเอกสารและข้อมูลทางภาษาจึงเกี่ยวข้องกับการรวบรวม การบันทึก และการวิเคราะห์ข้อมูลภาษาปฐมภูมิ เพื่อให้การดำเนินการนี้เกิดประโยชน์ที่หลากหลาย นำไปใช้ในการพัฒนาและการศึกษาด้านอื่นๆ ต่อไปได้อีก 
              2. ภาษาศาสตร์สารคดีให้ความสำคัญที่ชัดเจนเกี่ยวกับการอธิบายบนมาตรฐานที่น่าเชื่อถือ (explicit concern for accountability) หมายถึง การเข้าถึงข้อมูลปฐมภูมิและการนำเสนอของข้อมูล ก่อให้เกิดการประเมินการวิเคราะห์ด้านภาษาศาสตร์ที่เป็นไปได้และเป็นไปตามที่คาดหวัง
              3. ภาษาศาสตร์สารคดีให้ความสำคัญกับการจัดเก็บเอกสารและบันทึกข้อมูลทางภาษาในระยะยาว และการอนุรักษ์ข้อมูลปฐมภูมิ (concern for long-term storage and preservation of primary data) เหล่านี้ การจัดการเอกสารและข้อมูลทางภาษานี้จึงรวมไปถึงการเน้นเกี่ยวกับการจัดเก็บข้อมูลเอกสารย้อนหลัง (archiving) ด้วย เพื่อให้แน่ใจว่าวัสดุข้อมูลมีการดำเนินการที่ทำให้ผู้ใช้หรือผู้ที่สนใจศึกษาสามารถเข้าถึงได้ในอนาคต
              4. ระบบทำงานของภาษาศาสตร์สารคดีเป็นการทำงานที่ประกอบด้วยผู้วิจัยจากหลายหลายสาขาวิชา (work in interdisciplinary teams) การดำเนินงานในรูปแบบข้ามศาสตร์นี้ต้องการข้อมูลรับเข้า (input)  และความเชี่ยวชาญ (expertise) จากหลากหลายศาสตร์ ซึ่งมิได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะภาษาศาสตร์เท่านั้น การทำงานข้ามศาสตร์ในลักษณะของสหสาขาวิชานี้อาจประกอบด้วยทีมวิจัยที่มาจาก สาขามานุษยวิทยา (Anthropology) มานุษยวิทยาการดนตรี (ethnomusicology) ประวัติศาสตร์เรื่องเล่า (oral history) วรรณกรรม (literature) หรือแม้แต่ภาษาศาสตร์สาขาต่างๆ เช่น ภาษาศาสตร์สังคม ภาษาศาสตร์จิตวิทยา สัทศาสตร์ สัมพันธสารวิเคราะห์ ภาษาศาสตร์คลังข้อมูล เป็นต้น
              5. การดำเนินงานของภาษาศาสตร์สารคดีจะมีความใกล้ชิดและเกี่ยวข้องโดยตรงกับชุมชนภาษา (close cooperation with and direct involvement of the speech community) การจัดการเอกสารและข้อมูลทางภาษาต้องมีใช้ลักษณะการดำเนินงานเชิงรุก และการทำงานร่วมกันกับสมาชิกชุมชนภาษาซึ่งอยู่ในฐานะเจ้าของภาษา ในแง่ของผู้ผลิตภาษา ทรัพยากรด้านภาษา (language producers) และเป็นผู้ร่วมวิจัย (co-researchers) การศึกษาตามแนวนี้จึงเปิดโอกาสให้เจ้าของภาษามีบทบาทมากขึ้น ที่ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ให้ข้อมูลภาษาเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ร่วมวิจัยด้วย
              Himmelmann (2006: 15) กล่าวว่า การจัดการเอกสารและข้อมูลทางภาษาสนันสนุนกิจกรรมที่สมาชิกชุมชนภาษามีส่วนร่วมในสองด้าน ด้านที่ 1 เจ้าของภาษาคือบุคคลสำคัญในการกำหนดเป้าหมายโดยรวม และผลผลิตของโครงการจัดการเอกสารและข้อมูลทางภาษา ด้านที่ 2 โครงการจัดการเอกสารและข้อมูลทางภาษาเกี่ยวข้องกับจำนวนกิจกรรมซึ่งสามารถดำเนินการโดยการได้รับการฝึกฝนด้านวิชาการเพียงเล็กน้อย กล่าวคือ การบันทึกเหตุการณ์เชิงการสื่อสารสามารถดำเนินการโดยเจ้าของภาษาที่รู้วิธีการใช้อุปกรณ์บันทึกภาพและเสียง แนวทางนี้เป็นแนวทางที่ปรารถนา เนื่องจากเจ้าของภาษาบันทึกด้วยตนเองเพราะเขาทราบว่าที่ไหน เมื่อไหร่ที่จะมีเหตุการณ์เชิงการสื่อสารเกิดขึ้น นอกจากนี้การปรากฎตัวของเจ้าของภาษาเป็นธรรมชาติ ผู้ร่วมเหตุการณ์ไม่รู้สึกถูกรบกวน สรุป เจ้าของภาษาสามารถบันทึกเหตุการณ์เชิงการสื่อสารโดยการฝึก และดูแล (supervision) เรื่องการบันทึกความรู้อภิภาษาศาสตร์ และการถ่ายทอดเสียง การแปล
              6. ภาษาศาสตร์สารคดีเป็นหนทางที่ก่อให้เกิดการเผยแพร่และการกระจายตัวบทภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ออกไปในวงกว้าง สามารถเข้าถึงผู้อ่าน/ผู้ฟังได้มากขึ้น หลากหลายขึ้น (Openness to wider users) ทั้งนี้การเผยแพร่ดังกล่าวไม่เพียงแต่เพื่อการเข้าถึงของนักวิชาการเท่านั้น แต่ยังรวมถึง สมาชิกในชุมชน ผู้เรียนภาษากลุ่มชาติพันธุ์ ครูผู้สอนในสถานศึกษา และบุคคลทั่วไปที่สนใจด้านชาติพันธุ์

    2.  แนวคิดทฤษฎีการวิเคราะห์ตัวบท (Textual analysis)

    การวิเคราะห์ตัวบทข้อมูลภาษาที่เก็บรวบรวมและบันทึกได้จากงานวิจัย ซึ่งเป็นข้อมูลเรื่องเล่าและนิทานพื้นบ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยโซ่งเป็นการวิเคราะห์ตัวบทในมิติทางภาษาโดยเป็นการวิเคราะห์ตัวบทที่เป็นระดับสัมพันธสาร และใช้แนวทางการวิเคราะห์สัมพันธสาร (Discourse analysis) ตามกรอบแนวคิดทฤษฎีไวยากรณ์ระบบ-หน้าที่ (Systemic Functional Linguistics)

    ติดต่อเรา

     
    • ปัทมา พัฒน์พงษ์
    • สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย
    • มหาวิทยาลัยมหิดล
    • พุทธมณฑลสาย 4 ศาลายา จังหวัดนครปฐม 73170
    • Tel: 66 (0) 2800-2308 - 14

    โซเชียลเน็ตเวิร์ค

     
    • เฟสบุ๊ค

    งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ข้อมูล วัฒนธรรม ความเชื่อ ของไทยโซ่งหรือไทยทรงดำ ถ้าผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ หรือ สามารถติดผ่านทางเว็บไซค์นี้เพื่ออัพเดทข้อมูลหรือแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง โดยสามารถส่งอีเมล์มาที่ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.