ประเทศไทยเป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ประเทศหนึ่ง ผลการสำรวจและศึกษาวิจัยเกี่ยวกับภาษาตามชาติพันธุ์และตระกูลภาษาที่มีอยู่ในประเทศไทยพบว่ามีภาษาทั้งหมด 70 ภาษา โดยสามารถจำแนกตามตระกูลภาษาได้ 5 ตระกูลภาษา ได้แก่ ภาษาตระกูลภาษาไท จำนวน 24 กลุ่มภาษา ภาษาตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก จำนวน  23 กลุ่มภาษา ภาษาตระกูลภาษาจีน-ทิเบต จำนวน 21 กลุ่มภาษา ภาษาตระกูลภาษา    ออสโตรเนเชียน จำนวน 3 กลุ่มภาษา และภาษาตระกูลม้ง-เมี่ยน (แม้ว-เย้า) จำนวน 2 กลุ่มภาษา (สุวิไล เปรมศรีรัตน์, 2549: 5, สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และคณะ, 2540, สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และคณะ, 2545: 5,สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และคณะ, 2547)แต่เนื่องจากกระแสการพัฒนาในโลกยุคปัจจุบันและอิทธิพลของโลกาภิวัตน์ รวมทั้งนโยบายภาษาของประเทศส่งผลทำให้ภาษาและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทยหลายกลุ่มด้วยกันอยู่ในภาวะวิกฤติหรือเสี่ยงต่อการเกิดภาวะภาษาสูญ (Endangered language) และมีโอกาสถดถอย  ดังนั้นหากพิจารณาตามเกณฑ์การจัดแบ่งของฟิชแมน และภาษาหลายภาษายังมีโอกาสอย่างมากที่จะสูญหายในอนาคต (Fishman, 1991)

    การศึกษาวิจัยของสุวิไล เปรมศรีรัตน์ (2549) รายงานว่า ปัจจุบันมีอย่างน้อยถึง 14 ภาษาที่กำลังอยู่ในภาวะวิกฤตใกล้สูญ และในจำนวนนี้มีหลายภาษาอยู่ในภาวะถดถอย กล่าวคือภาษาดังกล่าวแม้จะยังมีผู้พูดอยู่ แต่สถานการณ์ก็ยังไม่น่าไว้วางใจ เนื่องจากเจ้าของภาษากลุ่มชาติพันธุ์รุ่นเยาว์เหล่านั้นพูดและใช้ภาษาไทยมาตรฐานหรือภาษาไทยถิ่นในการติดต่อสื่อสารในชีวิตประจำวันมากกว่าภาษาแม่ของตนเอง หรือบางครั้งก็ใช้แทนภาษาแม่ซึ่งเป็นภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ของตนทั้งหมด หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าวก็มีแนวโน้มเข้าไปสู่สถานการณ์ภาษาในภาวะวิกฤตที่จะสูญหาย (language lost) หรือเป็นภาษาตาย (language death) ในอนาคตได้    

    ความรุนแรงของปัญหาภาวะวิกฤติทางภาษาและชาติพันธุ์ และผลกระทบที่ตามมาอันเกิดจากการสูญสิ้นความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรมมีอยู่อย่างมากมาย สิ่งที่สูญสิ้นไปเหล่านี้มักเป็นสิ่งที่ทดแทนไม่ได้  กล่าวคือการสูญสิ้น หรือการตายของภาษานั้นย่อมหมายถึงการสูญสิ้นความหลากหลายทางด้านระบบคิด ระบบความรู้ ความเข้าใจและมุมมองการมองโลก อัตลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และวิธีสื่อสารในสังคมของ  กลุ่มชนนั้นๆ ไปด้วย นอกจากนี้ยังหมายรวมถึงเครื่องมือทางวัฒนธรรมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น วรรณกรรม       มุขปาฐะที่ถ่ายทอดผ่านประเพณีบอกเล่า (oral tradition) เช่น นิทาน ตำนาน สุภาษิต คำพังเพย ปริศนาคำทาย เพลง เพลงกล่อมลูก เพลงขับ หรือวรรณกรรมลายลักษณ์ซึ่งถ่ายทอดผ่านระบบการเขียนหรือตัวหนังสือ (literature tradition)  ดังนั้นเมื่อภาษาของกลุ่มชนใดกลุ่มชนหนึ่งตายไป จึงหมายรวมถึงการ  สูญสิ้นวัฒนธรรมของกลุ่มชนนั้นๆ เช่นกัน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การถึงจุดสิ้นสุดของระบบความรู้ ความเข้าใจ และมุมมองในการมองโลกของมนุษยชาติที่สูญสิ้นไปโดยที่ไม่สามารถทดแทนได้ตลอดกาล 

    แนวทางหนึ่งในการชะลอ และธำรงรักษา ระบบคิด ระบบความรู้ ความเข้าใจและมุมมองการมองโลก รวมไปถึงอัตลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์ ก็คือ การธำรงรักษาไว้ซึ่งข้อมูลภาษาและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์นั้น การบันทึกข้อมูลภาษาและวัฒนธรรมให้มากที่สุด ครอบคลุมที่สุด และเป็นระบบที่สุด จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่ควรจะต้องกระทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่ยังมีทรัพยากรทางภาษาที่ทรงคุณค่าอยู่ นั่นก็คือ ผู้พูดภาษา (native speaker) ของกลุ่มชาติพันธุ์นั้นนั่นเอง นอกจากการบันทึกข้อมูลภาษาและวัฒนธรรมเหล่านี้แล้ว ก็ควรจะต้องมีการนำผลผลิตที่ได้จากการบันทึกนั้นไปใช้ประโยชน์ เพื่อเผยแพร่ต่อไปในวงกว้าง ด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น การนำตัวบทที่บันทึกไปใช้ในการเรียนการสอนในโรงเรียนที่มีนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ศึกษาอยู่ หรือการบรรจุอยู่ในหลักสูตรท้องถิ่นในสถาบันการศึกษาเพื่อให้ชาติพันธุ์นั้นเป็นที่รู้จักในสังคม รวมไปถึงการเผยแพร่ข้อมูลผ่านระบบสารสนเทศ เป็นต้น  

    ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ จึงเกิดโครงการวิจัยการจัดการข้อมูลตัวบทของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยโซ่งขึ้น โครงการนี้เป็นโครงการที่ประยุกต์ใช้แนวทางบางส่วนของการจัดการเอกสารและข้อมูลทางภาษา (Language Documentation) ตามแนวคิดของกลุ่มที่ศึกษาภาษาศาสตร์เชิงการบันทึก (Documentary Linguistics) ซึ่งพัฒนาแนวคิดโดย Himmelmann (Himmelmann, 1998, 2006)

    วัตถุประสงค์ของแนวคิดภาษาศาสตร์เชิงการบันทึกนี้ คือ ต้องการสร้างกระบวนการในการธำรงรักษาภาษาของกลุ่มชนหรือชุมชนภาษา (speech community) ใดชุมชนภาษาหนึ่ง ภาษาศาสตร์เชิงการบันทึกจึงเป็นทั้งกระบวนการและเป็นทั้งศาสตร์ในตัวเอง การจัดการเอกสารและข้อมูลภาษา (Language Documentation)  เป็นหนึ่งในแนวทางของกระบวนการดังกล่าว แนวคิดของการจัดการเอกสารและข้อมูลภาษา มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะมุ่งเน้นเรื่องการบันทึกข้อมูลภาษาของชุมชนภาษาใดภาษาหนึ่ง และดำเนินการจัดการกับข้อมูลที่บันทึกเหล่านั้นให้รอบด้านและครอบคลุมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่การบันทึกข้อมูลภาษาและการจัดการกับเอกสารและข้อมูลภาษานั้นก็มิได้มุ่งไปที่การพรรณนาหรือบรรยายลักษณะภาษา (descriptive perspective) เท่านั้น หากยังมุ่งเน้นไปที่การวิพากษ์ (critical perspective) ด้วย เนื่องจากมุมมองเกี่ยวกับภาษาของกลุ่มแนวคิดภาษาศาสตร์เชิงการบันทึกนี้ เป็นมุมมองเชิงวิพากษ์ (critical view) และเป็นมุมมองทางสังคม (social view) กล่าวคือ เป็นการมองภาษาในฐานะเป็นอุดมการณ์ (language as ideology) ที่เกี่ยวข้องกับวิถีปฏิบัติทางสังคมและวัฒนธรรมของผู้ใช้ภาษา ภาษาจึงเป็นเครื่องมือในการแสดงตัวตนของผู้ใช้ภาษา และยังเป็นเครื่องมือที่ใช้สื่อและสร้างความหมายให้กับบางสิ่งบางอย่างได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ภาษาเองก็อยู่ในฐานะของกระบวนการ (language as process) ที่นำไปสู่การสื่อและสร้างความหมาย รวมทั้งการแสดงอัตลักษณ์ของกลุ่มชนและตัวตนของผู้ใช้ภาษาด้วย   ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ บางครั้งจึงเรียกการศึกษาตามแนวทางภาษาศาสตร์เชิงการบันทึกนี้ว่าเป็นแนวทางการศึกษาแบบข้ามศาสตร์หรือพหุสาขาวิชา (interdisciplinary approach)

    ผลที่ได้ของการศึกษาภาษาศาสตร์เชิงการบันทึก ในแง่ของการจัดการเอกสารและข้อมูลภาษานี้ จะเกิดเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับที่จะนำไปเผยแพร่สู่สาธารณะ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการฟื้นฟูภาษาขึ้น นอกจากนี้ ผลผลิตอีกประการหนึ่งที่ได้จากการจัดการเอกสารและข้อมูลภาษา ก็คือ พื้นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการวิเคราะห์ด้านภาษาศาสตร์ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียง คำ วากยสัมพันธ์ รวมไปถึงภาษากับวัฒนธรรม และภาษากับสังคมของกลุ่มชาติพันธุ์หรือชุมชนใดชุมชนหนึ่ง (ดูเพิ่มเติมใน Himmelmann, 1998; Himmelmann, 2006;  The Hans Rausing Endangered Language Project เข้าถึงข้อมูล 12 มิถุนายน 2553; Wikipedia เข้าถึงข้อมูล 12 มิถุนายน 2553)

    อันที่จริงแล้ว การวิเคราะห์และศึกษาภาษาศาสตร์เชิงการบันทึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการจัดการเอกสารและข้อมูลภาษานั้น นับว่ามีความสำคัญและมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสถานการณ์การคงอยู่ของภาษาและชุมชนภาษา

    นอกเหนือจากการปรับเปลี่ยนมุมมองในการพัฒนาเพื่อธำรงรักษาภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว แนวทางการจัดการเอกสารและข้อมูลภาษาก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่สามารถส่งเสริมการพัฒนาที่เน้นภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์เป็นพื้นฐานได้ Himmelmann(Himmelmann 2006: 1) กล่าวว่าศาสตร์การจัดการเอกสารและข้อมูลภาษาไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์กับภาษาที่อยู่ในภาวะวิกฤตเท่านั้น  แต่ยังเป็นประโยชน์ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับพื้นฐานความรู้เชิงประจักษ์ของภาษาศาสตร์สาขาอื่นๆ  และยังเป็นประโยชน์กับชุมชนภาษาที่มีผู้รู้จักน้อยอีกด้วย

    การจัดการเอกสารและข้อมูลภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ที่จัดทำขึ้นในโครงการนี้ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อที่จะมุ่งเน้นที่การจัดการเอกสารและข้อมูลของภาษาที่อยู่ในภาวะวิกฤตเท่านั้น แต่ยังมุ่งเปิดกว้างไปสู่การจัดการเอกสารและข้อมูลของภาษาที่มีคนรู้จักน้อย ซึ่งมักจะเป็น  ชนกลุ่มน้อยในสังคม (ดู Himmelmann, 2006:1)ด้วย ในโครงการนี้มุ่งเน้นไปที่กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีภาษาของตนเอง กล่าวคือ เป็นภาษากลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคตะวันตกของประเทศไทย ได้แก่ กลุ่มชาติพันธุ์ไทยโซ่ง (Thai Song)ไทยทรงดำ (Thai Song Dam) หรือ ไทดำ (Tai Dam or Black Tai)

    ส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยนี้ จะมุ่งเน้นที่การจัดการเอกสารและข้อมูลภาษาที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลทางวัฒนธรรมที่เป็นเรื่องเล่าท้องถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยโซ่ง ซึ่งอาจจะเป็นนิทาน ตำนาน หรือเรื่องเล่าที่เกี่ยวเนื่องกับพิธีกรรมหรือวิถีชีวิตทางวัฒนธรรมท้องถิ่นของไทยโซ่ง สาเหตุที่จะต้องบันทึกเรื่องเล่าและนิทานของกลุ่มชาติพันธุ์ เนื่องจากผู้วิจัยเล็งเห็นว่านิทานและเรื่องเล่าของกลุ่มชาติพันธุ์นั้นเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น และเป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรม (cultural tools) ที่สามารถสื่อ สะท้อน และใช้สร้างอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของกลุ่มชนได้  เครื่องมือทางวัฒนธรรมเหล่านี้ช่วยแสดงระบบคิด ที่แสดงถึงมุมมองการมองโลกของกลุ่มชาติพันธุ์ ถ้าหากไม่มีการเก็บรวบรวม หรือบันทึกเรื่องเล่านิทานของกลุ่มชาติพันธุ์ (folktale documentation) ภูมิปัญญาเหล่านี้ก็จะสูญสิ้นไป เมื่อเรื่องเล่าหรือนิทานเหล่านี้ไม่ได้มีการจดบันทึกเป็นระบบ ย่อมหมายถึงการขาดการบันทึกด้านภาษาไปด้วย ดังนั้นภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในภาวะวิกฤตก็จะสูญสิ้นหรือตายเร็วขึ้น หรือภาษาที่อยู่ในภาวะถดถอยก็ก้าวสู่ขั้นภาวะวิกฤตในเวลาอันใกล้ นอกจากนี้ เรื่องเล่าและนิทานของกลุ่ม  ชาติพันธุ์มักจะมีผู้สูงอายุหรือคนรุ่นเก่าของกลุ่มชาติพันธุ์นั้นเป็นผู้รู้เรื่องและทำหน้าที่เป็นผู้เล่าเรื่อง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ทำหน้าที่เป็นผู้เก็บบันทึกข้อมูลเรื่องเล่าและนิทานของชาติพันธุ์เอาไว้ หากคนกลุ่มนี้เสียชีวิตไป นิทานและเรื่องเล่าก็จะมิได้มีการเล่าสืบทอดกันในรุ่นต่อมา ข้อมูลภาษาและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์นี้ก็จะสูญหายไปกับผู้สูงอายุเหล่านี้ไปด้วย

    การจัดการเอกสารและข้อมูลภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์โดยเน้นที่การบันทึกเรื่องเล่าและนิทานของกลุ่มชาติพันธุ์นี้ จึงมิใช่เป็นเพียงการธำรงรักษาข้อมูลทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์เท่านั้น แต่ยังเป็นการสืบสานและสืบทอดความผูกพันภายในกลุ่มชาติพันธุ์ระหว่างคนวัยสูงอายุและคนวัยหนุ่มสาว เสริมสร้างสายใยทางวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่นได้อีกด้วย  นอกจากนี้ ในอนาคตข้อมูลเรื่องเล่าและนิทานของกลุ่มชาติพันธุ์สามารถนำไปจัดเป็นสื่อการสอนในโรงเรียนที่มีนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ศึกษาอยู่ ซึ่งจะทำให้การบันทึกข้อมูลภาษาและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์เกิดประโยชน์กว้างขวางมากขึ้น

    การดำเนินการวิจัยของโครงการนี้ แม้จะเน้นไปที่การจัดการเอกสารและข้อมูลภาษากลุ่ม  ชาติพันธุ์ไทยโซ่งตามแนวทางภาษาศาสตร์เชิงการบันทึกก็ตาม ข้อมูลภาษาเหล่านั้นยังนำมาใช้ในการวิเคราะห์ตัวบทด้วย ดังนั้นโครงการนี้จึงดำเนินการวิจัยเป็น 2 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรกเป็นการจัดการและบันทึกเอกสารข้อมูลภาษาเน้นที่เรื่องเล่าและนิทานของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยโซ่ง ส่วนที่สอง เป็นการวิเคราะห์ตัวบทข้อมูลนิทานของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยโซ่ง งานวิจัยนี้จึงเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพที่เน้นการศึกษาใน 2 มิติ กล่าวคือ มิติมหภาค (macro analysis) เป็นการศึกษาในภาพกว้างเพื่อให้เห็นลักษณะและวิถีชีวิตในภาพรวมของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยโซ่งที่ศึกษาผ่านการจัดการเอกสารและข้อมูลภาษาที่เป็นเรื่องเล่าและนิทานของกลุ่มชาติพันธุ์  อีกมิติหนึ่งเป็นมิติจุลภาค (micro analysis) เป็นการศึกษาวิเคราะห์ในเชิงลึกที่จะช่วยทำให้เข้าใจมุมมองและระบบคิดของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยโซ่ง  รวมไปถึงการทำความเข้าใจเชิงสังคมเกี่ยวกับอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของชาติพันธุ์ไทยโซ่งในประเทศไทยผ่านการวิเคราะห์ตัวบทในแง่การวิเคราะห์ระดับสัมพันธสารตามแนวทฤษฎีไวยากรณ์ระบบและหน้าที่ (Systemic Functional Linguistics) โครงการนี้จึงมิใช่เป็นเพียงแต่การริเริ่มนำแนวทางภาษาศาสตร์เชิงการบันทึกมาใช้ในการจัดการเอกสารและข้อมูลภาษาเพื่อธำรงรักษาไม่ให้คุณค่าทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย ในที่นี้ก็คือ กลุ่มชาติพันธุ์ไทยโซ่ง สูญหายไปเท่านั้น  แต่ยังเป็นโครงการที่ริเริ่มการเชื่อมประสานให้การศึกษาทางภาษาศาสตร์ก้าวข้ามไปสู่มุมมองทางวัฒนธรรมและสังคม โดยอาศัยวิธีการวิเคราะห์ทั้งเชิงมหภาคและจุลภาคเข้าด้วยกัน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ เป็นการศึกษาที่เชื่อมประสานระหว่างมิติทางภาษา (linguisticperspective) กับมิติทางสังคม (social perspective) อย่างเป็นระบบ

    โครงการวิจัย “การจัดการข้อมูลตัวบทของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยโซ่ง” เป็นโครงการวิจัยย่อยโครงการหนึ่งภายใต้โครงการวิจัยเมธีวิจัยอาวุโสเรื่อง “ชาติพันธุ์: กระบวนทัศน์ใหม่ในการสืบสานภาษาและวัฒนธรรม”สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) นับได้ว่าเป็นโครงการวิจัยที่สร้างกระบวนทัศน์ใหม่ในการศึกษาภาษากับชาติพันธุ์ ในที่นี้คือ กลุ่มชาติพันธุ์ไทยโซ่ง รวมทั้งช่วยธำรงรักษาไว้ซึ่งอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ไทยโซ่งในประเทศไทย การศึกษาเช่นนี้นอกจากจะช่วยทำให้เกิดการตระหนักถึงคุณค่าและความเข้าใจในกลุ่มชาติพันธุ์ไทยโซ่ง ทั้งการสร้างคุณค่าและความเข้าใจภายในกลุ่มชาติพันธุ์กันเอง และการสร้างความเข้าใจต่อสังคมไทยในวงกว้างแล้ว งานวิจัยนี้ยังเป็นการเสริมสร้างคุณค่าทางวัฒนธรรมและความเข้มแข็งให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ไทยโซ่งให้คงอยู่สืบไปอย่างยั่งยืนแท้จริง

    ติดต่อเรา

     
    • ปัทมา พัฒน์พงษ์
    • สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย
    • มหาวิทยาลัยมหิดล
    • พุทธมณฑลสาย 4 ศาลายา จังหวัดนครปฐม 73170
    • Tel: 66 (0) 2800-2308 - 14

    โซเชียลเน็ตเวิร์ค

     
    • เฟสบุ๊ค

    งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ข้อมูล วัฒนธรรม ความเชื่อ ของไทยโซ่งหรือไทยทรงดำ ถ้าผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ หรือ สามารถติดผ่านทางเว็บไซค์นี้เพื่ออัพเดทข้อมูลหรือแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง โดยสามารถส่งอีเมล์มาที่ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.