1.1 การแต่งกายชาย

    การแต่งกายของผู้ชาย แบ่งออกเป็น 3 ชุดตามลักษณะโอกาสการใช้งาน

    1.1.1 ชุดอยู่บ้าน

    เมื่ออยู่บ้าน ผู้ชายโซ่งนุ่งกางเกงขาสั้นปลายแคบเรียวยาวแค่เข่าหรือปิดเข่า ตัดเย็บด้วยผ้าสีดำ ขอบกางเกงกว้างแบบกางเกงจีน เรียกว่า ส้วงก้อม เวลานุ่งต้องทบพับไว้ด้านหน้า คาดผ้าขาวม้า ไม่สวมเสื้อ ปัจจุบันนุ่งกางเกงขาสั้น คาดผ้าขาวม้า ไม่สวมเสื้อ

    1.1.2 ชุดทำงานหรือเดินทาง

    เมื่อต้องเดินทางออกนอกบ้าน หรือไปทำงาน ผู้ชายโซ่งนุ่งส้วงก้อม คาดเข็มขัด สวมเสื้อก้อมชายซึ่งเป็นเสื้อสีดำทั้งตัว แขนยาวทรงกระบอก คอตั้งไม่มีปก ลำตัวยาวเข้ารูป ผ้าหน้าติดกระดุมเงินยอดแหลมมีลวดลายเรียงต่อกันถี่ๆ ติดกระดุมประมาณ 9-19 เม็ด ชายเสื้อบานออกเล็กน้อย ตอนปลายเสื้อด้านข้างผ่าทั้ง 2 ข้างประมาณ 1 คืบ ช่วงแขนแทรกผ้าใต้รักแร้ช่วยทำให้แขนกว้างสะดวกในการสวมใส่ ตัวเสื้อยาวคลุมเข็มขัด ถ้าเดินทางชายไทยโซ่งจะมีกระเป๋าคาดเอว ทำด้วยผ้าฝ้ายทอมือ ตกแต่งด้วยผ้าสลับสีแดงและสีเหลือง ที่พู่ห้อยตอนปลายที่เป็นสายคาดเอวทำด้วยด้ายสีต่างๆ กระเป๋านี้ใช้คาดทับนอกเสื้อแนบชิดกับเอว ไว้สำหรับใส่ของใช้ประจำตัว เช่น เงิน หมากพลู ยาสูบและไฟจุดยาสูบ

    1.1.3 ชุดพิธี

    ในพิธีกรรม ผู้ชายโซ่งนุ่งกางเกงขายาวเสมอตาตุ่มหรือข้อเท้า ปลายขาแคบขอบเอวกว้าง กางเกงทำด้วยผ้าสีดำยาวท่อนเดียวตลอดทั้งตัว ไม่มีการต่อของเอวแบบกางเกงจีน มีผ้าแทรกด้านใต้หว่างขาต่อกันเป็นจำนวน 10 ชิ้น เรียกว่า ส้วงฮี (ส้วง แปลว่า กางเกง ฮี แปลว่า ยาว) ผู้ชายโซ่งสวมเสื้อฮีชาย เป็นเสื้อคลุมยาวเสมอเข่า สีดำ ทรงกระบอก แขนยาวปลายแขนแคบสอบ ตัดเย็บด้ายผ้าฝ้ายสีดำ ใช้ใส่ทั้งสองด้าน คอกลมติดคอ ประดับตกแต่งด้วยเศษผ้าไหมชิ้นเล็กๆ หลากสี ได้แก่สีแดง สีเขียว สีขาว สีส้ม สีเลือดหมู ที่รอบคอเสื้อใต้รักแร้ และแถบข้างทั้งสองข้างของตัวเสื้อผ่าหน้าจากกระดุมคอเสื้อด้านข้างลงมาตลอด ด้านขวาป้ายทับด้านซ้าย ติดกระดุมตรงคอเสื้อด้านข้าง 1 เม็ด และที่เอวด้านข้างอีก 1 เม็ด ข้างเดียวกับที่ติดกระดุมคอ ส่วนตะเข็บเสื้อด้านข้างตั้งแต่ รักแร้ลงมาถึงชายเสื้อด้านล่างมีการตกแต่งด้วยเศษผ้าสีเป็นลวดลาย ปักด้วยไปไหมหลากสีและมีกระจกประดับลวดลายประกอบด้วย ส่วนด้านในของเสื้อมีการตกแต่งด้วยผ้าสีต่างๆ บริเวณสาบเสื้อ ชายเสื้อ และปลายแขนเสื้อ สวมใส่เสื้อได้ทั้ง 2 ด้าน แต่จะสวมใส่กลับกันไม่ได้ถือว่าเป็นการทำผิดแบบแผนของชาวไทยโซ่ง ที่จะสวมใส่เสื้อด้านในเมื่อเจ้าของเสื้อตาย โดยที่ญาติจะคลุมร่างของผู้ตายเป็นการปิดคลุมศพให้สวยงาน เห็นเด่นชัน เนื่องจากผู้ตายต้องเดินทางไปเฝ้าแถน

    1.2 การแต่งกายหญิง

    เช่นเดียวกับการแต่งกายของผู้ชาย การแต่งกายของผู้หญิงแบ่งออกเป็น 3 ชุดตามลักษณะโอกาสการใช้งาน

    1.2.1 ชุดอยู่บ้าน

    ผู้หญิงโซ่งสูงอายุใช้ผ้าสีดำพันรอบหน้าอก เรียกว่าผ้าฮ้างนม หรือผ้าเปียว เป็นผ้าแถบ ยาวประมาณ 2 เมตร กว้าง 50 เซนติเมตร ไม่มีลวดลาย หรือสวมเสื้อไม่มีแขนผ่าหน้า ติดกระดุม 5 เม็ด ยาวถึงเอว เรียกว่า เสื้อชั้นในสีดำ ผ้าฮ้างนมหรือเสื้อในสีดำใช้คู่กับผ้าซิ่น ผู้หญิงโซ่งที่เป็นโสดจะใช้ผ้าเปียวคาดหน้าอก ส่วนผู้หญิงโซ่งที่แต่งงานแล้วจะใช้ผ้าสีดำ

                    ผ้าเปียวมีความยาวประมาณ 100-150 เซนติเมตร และมีความกว้างประมาณ 20-30 เซนติเมตร ที่ชายผ้าปักลวดลายสวยงามด้วยไหมหลากสี ผ้าเปียวสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น พาดบ่า ห้อยคอ หรือห่มเฉียงเวลาไปงานต่างๆ  หากนำผ้าเปียวไปใช้ลักษณะตามที่กล่าวข้างต้น เรียกว่า สะใบ ผ้าเปียวใช้คู่กับผ้าซิ่น 

    ผู้หญิงโซ่งจะนุ่งผ้าซิ่นสีดำลายขาวยาวตามแนวตั้ง ทอด้วยเส้นด้านสีดำสลับเส้นด้ายสีขาวหรือฟ้าอ่อนเป็นลาย เรียกว่า ผ้าซิ่น หรือผ้าซิ่นลายแตงโม ซึ่งประกอบด้วยผ้า 3 ชิ้น มาเย็บต่อกันเป็น 3 ท่อน ท่อนที่หนึ่ง เรียกว่า หัวซิ่น เป็นผ้าทอสีดำล้วน กว้าง 25 เซนติเมตร ท่อนที่สอง เรียกว่า ตัวซิ่น เป็นผ้าพื้นสีดำ ลายสีขาวเส้นเล็กๆ ทางแนวตั้ง แต่ละเส้นระยะห่างกันประมาณ 5 เซนติเมตร ท่อนที่สาม เรียกว่า ตีนซิ่น เป็นผ้าแถบเย็บต่อลงมาจากตัวซิ่น อยู่ท่อนล่างสุดของผ้าซิ่น กว้างประมาณ 3.5 เซนติเมตร เป็นผ้าทอด้วยเส้นด้ายสีดำสลับด้ายสีขาวหรือสีฟ้าอ่อน เป็นลวดลายที่ทอขึ้นทั้งชิ้นเป็นทางยาวตลอดผืน 2-3 ทาง บางผืนก็เป็นดอกเล็กๆแทน ถ้าผู้หญิงโซ่งที่สามีตาย ก็จะเลาะเอาตีนซิ่นนี้ออกเป็นการไว้ทุกข์ให้สามีจนกว่าจะออกทุกข์จึงนำกลับมาเย็บติดตัวซิ่นใหม่

    สำหรับความหมายแฝงสัจจะธรรมของผ้าซิ่นลายแตงโม ประยุทธ สืบอารีพงศ์ (2551: 15-16) ได้กล่าวถึงความหมายส่วนต่างๆของผ้าซิ่นลายแตงโมไว้ดังนี้ ผ้าซิ่นส่วนที่ 1 เป็นผ้าสีดำไม่มีลวดลายที่อยู่ได้ด้วย “ดิน” เติบใหญ่ก็ด้วยพืชพรรณธัญญาหารที่ได้จากดิน เลือดในร่างกาย ทุกหยาดหยดก็ได้จากน้ำที่มาจากดิน ลมหายใจก็ได้จากดิน และสุดท้ายทุกคนต้องตายและกลับกลายเป็นดิน ผ้าซิ่นส่วนที่ 2 เป็นส่วนที่ต่อจากส่วนที่ 1 อยู่ตรงกลางของผืนผ้าซิ่น มีลวดลาย เรียกว่า ลายแตงโม ส่วนนี้เป็นการสื่อความหมายของการดำรงชีวิตคู่ มีปรัชญาแห่งความรักระหว่างชาย หญิง บ่งบอกและสั่งสอนให้หญิงชาวไทยโซ่งให้ดำเนินชีวิตอยู่ในทางสายกลาง ทุกสิ่งเกิดแล้วต้องมีดับเป็นไปตามธรรมชาติ เกิดมาตัวคนเดียวก็ต้องไปหรือเหลือตัวคนเดียวเช่นกัน ผ้าซิ่นส่วนที่ 3 หรือตีนซิ่นเป็นส่วนที่อยู่ล่างสุดเย็บต่อจากตัวซิ่น ในส่วนตีนซิ่นนี้สื่อความหมายถึงการดำรงชีวิตคู่ จงอย่าหลงไหลในความสุขหรือยึดติดกับความทุกข์การการใช้ชีวิตคู่ ขอให้หญิงชาวไทยโซ่งยึดถือทางสายกลาง และพึงระลึกเสมอว่าชีวิตต้องกลายเป็นดินเช่นเดิม

    วิธีการนุ่งผ้าซิ่นลายแตงโมของชาวไทยโซ่ง จะจับขอบทั้งซ้ายและขวาป้ายมาทับกันตรงกลางเอวแล้วพับลง ใช้เข็มขัดหรือขมวดไว้ตรงหน้าท้อง การใส่ผ้าซิ่นต้องให้ชายซิ่นส่วนหน้าสูงกว่าส่วนหลัง

    1.2.2 ชุดทำงานหรือเดินทาง

    ผู้หญิงโซ่งนุ่งซิ่นลายแตงโม สวมเสื้อก้อมหญิงเป็นเสื้อแขนยาวทรงกระบอกสีดำทั้งตัว คอตั้งไม่มีปก ลำตัวยาว เอวเข้ารูป ผ่าหน้า ติดกระดุมเงินเรียงกันถี่ๆ 9-13 เม็ด การต่อแขนให้ติดกับลำตัวชนตะเข็บต่างๆ ไม่เว้าผ้าและมีผ้าแทรกใต้รักแร้ สาบอยู่ด้านขวา

    1.2.3 ชุดพิธี  

    ในพิธีกรรม ผู้หญิงโซ่งนุ่งผ้าซิ่นลายแตงโมกับเสื้อฮี เสื้อฮีผู้หญิงมีลักษณะคล้ายเสื้อฮีผู้ชาย เสื้อฮีผู้หญิงมีสองด้าน ด้านนอกสวมใส่ในงานพิธีต่างๆ ส่วนด้านในของเสื้อฮีจะใช้เมื่อเจ้าของเสื้อเสียชีวิตไป ลักษณะของเสื้อฮีหญิง เป็นเสื้อคลุมยาวถึงเข่า แขนยาว คอแหลมสวมศรีษะ สาบเสื้อกับสาบด้านหน้าของตัวเสื้อเป็นผ้าชิ้นเดียวกัน ส่วนมากทำด้วยผ้าไหมหรือผ้าแพร ด้านนอกตัวเสื้อใช้เศษผ้าสีตกแต่งลวดลายที่ปลายแขน และตรงแผ่นอกทั้งสองข้าง ด้านหน้าเป็นช่วงยาวเรียวจากไหล่ทั้งสองข้างลงมาถึงหน้าอก ด้านหลังมีลวดลายผ้าสีตกแต่งบริเวณใต้แขนทั้งสองข้าง ด้านในของเสื้อมีการตกแต่งด้วยผ้าตามแนวตะเข็บทุกแห่ง คอและสาบเสื้อ ชายด้านล่างรอบตัวเสื้อตกแต่งด้วยผ้าสีต่างๆ ลายดอกจันซึ่งมีกลีบทำด้วยผ้าพับปลายแหลม และใช้กระจกเงาทำเป็นเกสรตรงกลางดอก ดอกจันทุกดอกวางบนผ้าสี่เหลี่ยมจตุรัสแล้วเย็บดอกต่อกันเป็นแถบยาวรอบชายเสื้อ

    ประยุทธ สืบอารีพงศ์ (2551: 17-19) ได้กล่าวถึงลักษณะของการใส่ “เสื้อฮี” โดยฝ่ายหญิงสวมใส่ด้านที่สวยงามไว้ด้านใน ไม่ให้คนอื่นได้เห็นและการสวมใส่ของฝ่ายชายที่ซ่อนลายดอกจันที่ปักเย็บอย่างสวยงามไว้ที่ขอบชายเสื้อด้านในเวลาสวมใส่ ซึ่งจะไม่มีใครเห็นเช่นเดียวกัน เพื่อเป็นคติเตือนใจลูกหลานให้ประพฤติปฏิบัติเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่โอ้อวด มีของดีต้องเก็บซ่อนไว้ภายใน เปรียบเสมือนคมมีดที่อยู่ในฝักและอีกความหมายหนึ่ง หมายถึงการทำความดีให้แก่สังคม ไม่ต้องทำดีไว้โอ้อวดใคร เทวดา ฟ้าดิน และ “แถน” จะรู้และมองเห็น สิ่งดีและไม่ดี รู้อยู่แก่ใจของผู้กระทำ การที่เปลี่ยนการใส่เสื้อฮีของชาวไทยโซ่งแสดงถึงการรำลึกถึงความดีความงามของผู้วายชนม์ที่ได้กระทำเมื่อครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ ให้ลูกหลานได้รับรู้เพื่อให้เกิดความเคารพนับถือ และได้รับการเซ่นไหว้จากลูกหลานไปอีกนาน

    ติดต่อเรา

     
    • ปัทมา พัฒน์พงษ์
    • สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย
    • มหาวิทยาลัยมหิดล
    • พุทธมณฑลสาย 4 ศาลายา จังหวัดนครปฐม 73170
    • Tel: 66 (0) 2800-2308 - 14

    โซเชียลเน็ตเวิร์ค

     
    • เฟสบุ๊ค

    งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ข้อมูล วัฒนธรรม ความเชื่อ ของไทยโซ่งหรือไทยทรงดำ ถ้าผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ หรือ สามารถติดผ่านทางเว็บไซค์นี้เพื่ออัพเดทข้อมูลหรือแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง โดยสามารถส่งอีเมล์มาที่ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.