ในอดีตช่วงเดือน 5และเดือน 6 เป็นฤดูแห่งการพักผ่อนของไทยโซ่ง จึงจัดให้มีการละเล่นต่าง ๆ  เช่น การลงขวง การเล่นคอน (การเล่นลูกช่วง) การเล่นสะบ้า การเล่นผีมดแดง การเล่น   ตระกร้อ (เรณู เหมือนจันทร์เชย,2546) แต่การละเล่นเหล่านี้หมดสิ้นไปแล้วในปัจจุบัน เนื่องจากไม่มีคนเล่น สาเหตุที่กลุ่มชาติพันธุ์ไทยโซ่งเลิกประเพณีการละเล่นที่เคยเล่นมาในอดีต เนื่องจากปัจจุบันคนไทยโซ่งต้องทำมาหากินโดยไปทำงานรับจ้าง ทำสวนเกษตร และทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้ไม่มีเวลามาร่วมงานรื่นเริงอย่างเช่นในอดีต

    ในลำดับต่อไป จะกล่าวถึงประเพณีของชาวไทยโซ่งตามเทศกาล ประกอบด้วย ประเพณี   อิ้นกอนฟ้อนแกนการอยู่ข่วงหรือการลงข่วงการวานสาวและการโอ้สาวและงานประเพณีไทยทรงดำที่มีการเล่นรำแคน ข้อมูลที่นำเสนอมาจากผลงานคติชนวิทยาของสุธาธี กลิ่นอุบล (2552)

    ประเพณีตามเทศกาล

    1. ประเพณีอิ้นกอนฟ้อนแกน

                    การละเล่นของชาวไทยโซ่งที่เล่นกันอยู่เป็นประจำในเทศกาลเดือน 5  คือ การเล่นลูกช่วง หรือเล่นคอน ชาวไทยโซ่งเรียกกันว่า อิ้นกอน ปัจจุบันนี้ไม่มีการละเล่นดังกล่าวแล้ว แต่มีการรื้อฟื้นจัดให้เป็นกิจกรรมรื่นเริงในงานสืบสาน อนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมไทยทรงดำ หรือไทยโซ่ง เช่นในช่วงงานประเพณีสงกรานต์ประจำปีของชาวไทยโซ่งทุกชุมชนจัดให้มีการเล่นลูกช่วงประมาณช่วง 4-5 โมงเย็น สถานที่เล่นเป็นบริเวณหน้าศูนย์วัฒนธรรมของชุมชนไทยโซ่ง บริเวณวัด หรือบริเวณหน้าเวทีจัดงานประเพณีสงกรานต์ เยาวชนหนุ่มสาว และผู้ใหญ่ชาวไทยโซ่งก็จะแต่งกายแบบดั้งเดิมชาวไทยโซ่งมาร่วมเล่นลูกช่วง

    นายแดง เชื้อนิล ปราชญ์ชาวบ้านท่าโล้ อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เล่าให้ฟังถึงประเพณีอิ้นกอน ฟ้อนแกน ดังนี้

    การเล่นคอน ภาษาไทยโซ่งเรียกว่า"อิ้นก๊อน" เป็นประเพณีของหนุ่มสาวไทยโซ่งโดยเฉพาะมีการละเล่นโยนลูกช่วงและร่ายรำตามจังหวะเพลงแคนและต่อกลอนกันจนดึก แล้วจึงแยกกันไปพูดคุยกันเป็นคู่ ๆ  ผู้ไทยโซ่งที่ผ่านวัยหนุ่มสาวมาแล้ว มักจะเคยผ่านการเล่นคอนฟ้อนแคนมาแล้วเกือบทุกคน จนมีคำกล่าวว่า "บ่เคยอิ้นคอนฟ้อนแคน บ่แม่นผู้ลาว" แปลว่า ผู้ใดไม่เคยเล่นกลอนฟ้อนแคนก็ไม่ใช่คนลาว
                   เหตุที่ทุกคนเคยเล่นคอนฟ้อนแคนมาก่อนนี้เอง ทำให้ชาวไทยโซ่งมักได้แต่งงานกับพวกเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ คือแต่งงานกันในระหว่างพวกที่เคยเล่นคอนด้วยกันมาก่อนนั่นเอง หรือกล่าวได้ว่าประเพณีเล่นคอนเป็นการช่วยให้ชาวไทยโซ่งรักษาเชื้อสายเผ่าพันธุ์ของตนไว้ได้อย่างเหนียวแน่น นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยให้หนุ่มสาวชาวไทยโซ่งต่างถิ่นได้มีโอกาสรู้จักกัน และอาจแต่งงานกันและมักไม่หย่าร้างกันง่าย ๆ
                   เทศกาลที่นิยมเล่นคอนมักจะเป็นช่วงหลังจากการเก็บเกี่ยวคือในราวเดือน 4 เดือน 5 การเล่นคอนแบ่งเป็น 2 อย่างคือ เล่นแบบธรรมดาวันเดียวเลิก และเล่นแบบติดต่อกันหลาย ๆ วัน เคลื่อนย้ายไปตามหมู่บ้านติดต่อกันเป็นเดือน

    การแต่งกายในการอิ้นกอน

                   ผู้ชายจะนุ่งกางเกงขายาวใส่เสื้อไท ซึ่งเป็นเสื้อสีดำหรือสีคราม คอตั้ง แขนยาว ติดกระดุมคอที่เอวทั้งสองด้านจะมีผ้าตัดมาแทรกใส่เรียกว่า "ซอน" คือจุดสวยงามจะมองย้วยผายไปตามสะโพกเสื้อรัดลำตัวคล้ายเสื้อนายตำรวจ ใส่อวดความล่ำสันแห่งร่างกาย คาดกระเป๋าหรือหลวมซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้ในกระป๋องยาสูบ ไม้ขีด ยานัด หรือเงิน สำหรับกางเกงก็ใส่กางเกงขายาว เรียกว่า ส่วงขาฮี หรือกางเกงขาม้า หรือจะนุ่งส่วงก้อม คือกางเกงขาสั้นก็ได้ ไม่นิยมใส่เสื้อเชิ้ตไว้ด้านใน จะใช้เฉพาะงานแต่งงาน
                   การแต่งกายของหญิงก็จะใช้ผ้าแถบ คือสไบสี ยกเว้นสาวใหญ่หัวหน้าข่วงจะห่มสไบดำบ้างก็ได้ ใส่เสื้อน้อย คือ เสื้อชั้นใน ซึ่งจะมีคอสี่เหลี่ยม คอกลมเรียกคอไข่ คอจีบรอบ เรียกเสื้อกระโปรง หรือเสื้อห้อย มักใช้สไบคลุมไหล่ นุ่งผ้าถุงลายแตงโม หรือ ซิ่นตาหมี่ ซิ่นตีนจก ปัจจุบันผ้าถุงดังกล่าวเอาไว้ใส่เสน ฝ่ายหญิงจะใส่เสื้อฮีขณะโยนลูกช่วง ซึ่งมักใส่เสื้อก้อมไว้ด้านใน ทั้งนี้เพราะกลัวเหงื่อไคลจะเปื้อนเสื้อ เสื้อฮีตลอดการใช้จะไม่มีการซัก ใช้การเอาน้ำลูบและผึ่งแดด แต่เสื้อก้อมซักได้ เมื่อโยนลูกช่วงตอนหัวค่ำมักแต่งตัวดังกล่าว หากโยนลูกช่วงตอนดึกก็มักใส่เสื้อฮีคลุมสไบ หรือคลุมเสื้อชั้นในแบบต่าง ๆ สำหรับเสื้อน้อยที่เป็นคอสี่เหลี่ยมคือคอแหลมมักตัดพอดีตัวความยาวเสมอเอว บ้านสาวไทยโซ่งในปัจจุบัน หากเป็นสาวถ่ายรูปจะเห็นแขนเสื้อชั้นในโผล่บ่าขวา ถ่ายเป็นที่ระลึกแห่งความหวานชื่นในชีวิตสาว คนสูงอายุจะสวมเสื้อก้องและห่มสไบเฉียง นั่นก็คือผลพะวงกันเกิดจากการประเพณีอิ้นกอนนั่นเอง

    อุปกรณ์ในการอิ้นกอน

    1. มะกอน หรือ ลูกช่วง
                  2. แกน หรือ แคน ซึ่งจะมีแคน 2 ชนิด คือ แคน 7 กับ แคน 8
                  3. ขวง คือ ลานบ้านของสาวหัวหน้าหนุ่มสาวในหมู่บ้านนั้น ในหนึ่งหมู่บ้านอาจจะมีได้หลายขวง ขวงหนึ่งสาวก็ไม่ควรเกิน 20 คน
                 4. ฝูงกอน คือ ชายหนุ่มที่มีอายุตั้งแต่ 15ปีขึ้นไป จนไม่จำกัดอายุ ทั้งหนุ่มโสด และไม่โสดฝูงกอนหนึ่ง 15 - 20 คน
                 5. แคร่และกองฟืน แคร่เอาไว้สำหรับนั่งรับแขก ฝืนใช้สำหรับก่อไฟให้เห็นแสงสว่าง

    ประเภทของการเล่นมี 3 ประเภท

                 1. อิ้นกอนเตียว คือ การที่ฝูงกอนมาขอเล่นลูกช่วงแล้วกลับไปนอนบ้านตนเองโดยไม่มาร่วมรับประทานอาหารด้วย แต่หากจะมีของหวานเลี้ยงก็เป็นการดี โดยผู้ที่มาเล่นมักรับประทานอาหารเย็นมาแล้ว และมักเป็นหนุ่มบ้านใกล้เรือนเคียง
                 2. อิ้นกอนสู่แลง คือ การที่ฝูงกอนมาขอเล่นลูกช่วงด้วยและรับประทานอาหารเย็นด้วยเมื่อเล่นเสร็จแล้วก็กลับบ้านตนเอง
                 3. อิ้นกอนค้าง คือ การที่ฝูงกอนมาขอเล่นลูกช่วง มาขอรับประทานอาหารจะเป็นมื้อเช้า กลางวัน และมื้อเย็น และนอนค้างที่บ้านสาวหรือบริเวณขวง เนื่องจากหนุ่มมาจากที่ไกล ต่างอำเภอ แต่เดิมไม่มีการเล่นข้ามจังหวัด การเดินทางด้วยเท้าและจักรยาน ดังนั้นการอิ้นกอนก็จะแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่คือ อิ้นกอนค้าง กับ อิ้นกอนกลับ

    การเล่นลูกช่วงหรืออิ้นกอนในงานสืบสานประเพณีไทดำ ตำบลหนองปรง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี

    หนุ่มสาวเล่นลูกช่วงหรืออิ้นกอนในงานสืบสานประเพณีไทดำ ตำบลหนองปรง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี

    หนุ่มสาวเล่นลูกช่วงหรืออิ้นกอนในงานสืบสานประเพณีไทดำ ตำบลหนองปรง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี

    หนุ่มสาวเล่นลูกช่วงหรืออิ้นกอนในงานสืบสานประเพณีไทดำ ตำบลหนองปรง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี

    วิธีเล่นคอน

    ขั้นตอนดังกล่าวจะมีทุกการอิ้นกอนไม่ว่าจะเป็นอิ้นกอนประเภทใด จะแตกต่างกันที่เวลาการโยนลูกช่วง ซึ่งการอิ้นกอนมักจะโยนลูกช่วงตอนหัวค่ำ ก่อนตะวันตกดิน เพราะหนุ่มมารอตั้งแต่ตอนสาย ๆ หรือตอนกลางวัน กิจกรรมต่าง ๆ ในการเล่นลูกช่วงมีดังนี้
                 1. การเจรจาขอเล่นลูกช่วง หรือการรับเล่นลูกช่วง
                 2. การโยนลูกช่วง หรือ "ต๊อดกอน"
                 3. การรำแคนและเซิ่งกอน
                 4. การวานสาว
                 5. การขับ

    1. การเจรจาขอเล่นลูกช่วง และการรับเล่นลูกช่วง ฝ่ายชายจะปรบมือหรือเป่าแคนเดินมาตามตรอก หากมาพบขวงที่มีลูกช่วงห้อยไว้หน้าขวงแสดงให้รู้ว่าสาวรับเล่นลูกช่วงกับหนุ่มบ้านอื่นแล้ว ฝูงกอนนั้นก็จะเข้าไปทักทายหรือขอจองไว้เล่นวันอื่นก็ได้ หากเป็นขวงที่ว่าง ฝูงกอนจะใช้เสื้อฮีพันแคนเข้าไปในบริเวณบ้านที่ตั้งเป็นขวงซึ่งจะมีหัวหน้าขวงต้อนรับมักเป็นสาวสูงอายุหรือมีลักษณะเป็นผู้นำกล้าตัดสินใจ เป็นที่ยอมรับของสาวกลุ่มนั้น ขวงควรอยู่ย่านศูนย์กลางของสาวทั้งหมด ขวงมีลักษณะคล้ายลานสาวกอดของชาวแม้ว ขวงเป็นสัญลักษณ์แห่งการพบปะ สถานที่ร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับความรักความบันเทิงความสนุกสนานความคุ้นเคยสนิทสนมกันโดยอิสระ โดยประกอบด้วยบุคคลหลายประเภท คือทั้งหนุ่มสาว พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ และเด็ก สำหรับขวงที่ใช้ในการเล่นลูกช่วง (แต่ขวงที่ให้โอกาสหนุ่มสาวพูดคุยกันได้ตลอดปีไม่มีเด็ก และผู้ใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้อง) อำนาจในการตัดสินใจว่าจะเล่นลูกช่วงหรือไม่อยู่ที่หัวหน้าขวง จะปรึกษาหรือไม่ปรึกษาสาวในขวงก็ได้แล้วแต่เหตุการณ์เฉพาะหน้า การที่หนุ่มใช้เสื้อฮีพันแคนเข้ามาเจรจาก็ถือเป็นการเคารพให้เกียรติประเพณีมิใช่เป็นการเล่นเพื่อเล่น แต่เป็นการเล่นเพื่อประเพณี การเดินเข้ามาขอเล่นลูกช่วงในฝูงกอนมักมีหมอขับก็ขับสายแปง เป็นการฝากเนื้อฝากตัว มาด้วยความปรารถนาดี อยากทำความรู้จักเพราะท่านทั้งหลายเป็นคนดีทำนองนั้น เมื่อเดินเข้ามาถึงบริเวณขวงก็จะมีแคร่ให้นั่ง สาวก็ออกมาต้อนรับทักทายกันว่าเป็นหนุ่มบ้านไหน มากันอย่างไร หนุ่มก็จะตอบที่มาที่ไปแล้วก็จะกล่าวว่า "มื่อนี่พวกอีพูไต๋บ้านตาจ้าง จีมาสออิ่นกอนนำปีน้องบ้านตาลเญียน อีซูจะมักแปงแองหลูอิ่นกอนนำแอ่ยะ" แปลว่า วันนี้พวกเราคนบ้านห้วยท่าช้างจะมาขอเล่นลูกช่วงกับพี่น้องบ้านตาลเญียน (หนองจิก) พวกคุณจะเมตตาเล่นด้วยไหมล่ะ หากสาวตกลงเล่นด้วยก็จะกล่าวว่า "อิ้นก็อิ้นกอนนำเจนละเล้ยปีน้องเอ้ย " แปลว่า เล่นก็เล่นลูกช่วงด้วยกันนะพี่น้องนะ หรือหากรับไม่ได้ก็จะว่า "อิ่นนำมะลั่ยเลาะฮับอิ้นนำฝูง" กอนไต๋บ้านตาลเอาไว้ก่อนแล้ว วันอื่นค่อยมาใหม่นะหากฝูงกอนที่รับเล่นด้วยแล้ว ฝูงกอนจะตบมือร้องเพลงส่งสัญญาณบอกสาวบ้านใกล้ให้รับรู้

    2. การโยนลูกช่วง หรือ ต๊อดกอน หากจะใช้คำว่า ทอดกอน เป็นศัพท์ทับศัพท์ โดยแบ่งผู้เล่นออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย ผู้ทำหน้าที่โยนลูกช่วงควรจะเป็นสาวน้อยอายุไม่เกิน 18 ปี ซึ่งสาวที่โยนลูกช่วง ควรมีสาวที่มีทรงผม สับปลิ้น จุกต๊บ ขอดกระต๊อก และขอดซอย ถึงจะมีผมทรงปั้นเกล้าคืออายุ 20 ปี แล้วก็ไม่ผิด ที่ใช้สาวน้อยโยนลูกช่วง เพราะสาวใหญ่มักทำกับข้าวเลี้ยงแขกและเป็นกิจกรรมที่สาวน้อยจะได้คุ้นกับหนุ่มแปลกหน้า โดยมีลูกช่วงเป็นสื่อสัมพันธ์ลูกช่วงมักยัดด้วยเมล็ดฝ้ายจะเก็บได้ทน และมอดไม่กิน หรือเมล็ดนุ่น ชนิดนี้มอดมักกิน หรือเมล็ดมะขามจะหนักกว่าทุกประเภท เอาไว้โยนแกล้งหนุ่มให้โดนหน้าแง คือฟันหน้า หรือหน้าผาก หากไม่มีไมตรีตอบจะโยนเรี่ย ๆ พื้นดินเพื่อให้รับไม่ได้ ฝ่ายหญิงมักเป็น ฝ่ายโยนก่อนหรือจะเป็นฝ่ายชายก็ไม่เป็นกฎเกณฑ์ตายตัว ลูกช่วงของชาวไทยโซ่งมีสายยาวประมาณ 1 ช่วงแขน จับลูกช่วงหมุนไปข้างหลังยามจะปล่อยก็ย่อตัวลงลูกช่วงจะหมุนไปหาฝ่ายตรงข้ามหากยัดด้วยนุ่นจะเบาโยนไม่ไป แต่หากจะยัดด้วยนุ่นต้องหาก้อนหินใส่ลงไปด้วย การโยนลูกช่วงมักใช้เวลา ตะเวนรอพู คือ ตะวันยอแสง คือ อาทิตย์อัสดง คือ ก่อนพระอาทิตย์ตก จนถึงตกไปแล้วเวลาโยนลูกช่วงประมาณ 1 ชั่วโมงเศษหรือไม่จำกัดเวลา เล่นเบื่อแล้วก็เลิกกัน การโยนแล้วรับไม่ได้ ก็มีกติกาว่าโยน 3 ครั้งแล้วรับไม่ได้ติดต่อกันทั้งสามครั้ง หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายรับไม่ได้จำนวนครั้งมากกว่ากัน ก็ปรับเป็นแพ้ โดยผู้แพ้ต้องโดนปรับ โดยแลก เปลี่ยนของที่ระลึก มักเป็นผ้าเช็ดหน้า สไบ ผ้าขาวม้า นาฬิกาข้อมือชาย (พวกนี้อยากให้ยึดเอาไว้จะได้มาเจรจาขอคืน เป็นเหตุให้คุ้นเคยกันมากยิ่งขึ้น) ขณะโยนลูกช่วงก็จะมีคำเจรจาหยอกล้อ ทำนองว่าทอดไมตรีอย่ารังเกียจกัน ต่างฝ่ายต่างโยน ต่างพูดคำหยอกล้อและจะเปลี่ยนคู่ในการโยนก็ได้ ขณะหนุ่มน้อยสาวน้อยออกไปโยนลูกช่วง หมอขับซึ่งในฝูงกอนมักเป็นคนที่มีภรรยาแล้ว มีอายุแล้วมาสอนคนรุ่นหลังให้รู้จักประเพณีจะนั่งขับอยู่ที่แคร่ หรือใต้ถุนบ้าน เป็นการบอกกล่าวให้แถน รับทราบว่าจะมีการเล่นที่สนุกสนานเพื่อความดีงามด้วยมิตรไมตรี อย่าถือโทษโกรธขึ้งอย่ามีการผิดพลาดสิ่งใดเกิดขึ้น การอิ้นกอนค้าง หนุ่มมาตั้งแต่เวลาเช้า หรือสาย มารออยู่แล้ว ก็โยนลูกช่วงตอนหัวค่ำ หากเป็นการอิ่นกอนเตียว หรืออิ่นกอนสู่แลงก็โยนลูกช่วงหลังจากการรำแคนแต่ก่อนการวานสาว

    3. การรำแคน การรำแคนจะประกอบด้วยเสียงแคนและเสียงปรบมือการร้องเพลงแก้กันเรียกว่า "เซิ่งกอน" เป็นการเล่นกล่อมโต้ตอบกันระหว่างชายหญิง แต่มิใช่ความหมายว่า "เซิ่งกอน" หากกลอน ไทยโซ่งจะเรียกว่า "กอน" (เสียงกึ่งจัตวา) เซิ่งกอนเป็นการร้องเพื่อประกอบการเล่นลูกช่วงมาจากคำว่า "แซว" เพราะมีการพูดประชดประชันเสียดสีหยอกล้อ เพื่อให้โกรธ คนใดไม่โกรธถือว่าเป็นยอดหญิงยอดชาย รู้จักข่มอารมณ์ตนได้เป็นยอดคน สาวคนนั้นจะถูกเลือกเป็นสะไภ้บ้านใดสะไภ้บ้านนั้นจะไม่เถียงแม่สามี หนุ่มคนใดถูกเลือกเป็นลูกเขยก็ไม่มีเรื่องกับลุงตา (พี่ชายของภรรยา) ชาวไทยโซ่งมีกุศโลบายให้คนเป็นเขยยอมให้กับพี่ภรรยาและครอบครัวนั้นจะราบรื่น คือ มีความเกรงใจ การไปเที่ยวลงขวงก็เช่นกัน หากหนุ่มใดมาลวนลามสาว พี่ชายของสาวจะสั่งสอนด้วยการปิดตรอกตีศีรษะ

    จังหวะการรำแคนมีหลายจังหวะ ดังนี้คือ
                 1. แกนยาง (แคนเดิน)
                 2. แกนแล่น (แคนแล่น)
                 3. แกนแกร (แคนแกร) เป็นเพลงที่ไพเราะที่สุดมีลักษณะโดดเด่นทางภูมิปัญญา บางครั้งเรียกแกนลาว มีสร้อยเพลง
                 4. แกนระบำ (แคนระบำ)

    ลักษณะการรำแคน
                 ก่อนจะรำมีการเกริ่นเหมือนการออกแขกลิเกเช่นกัน นั่นคือหมอขับขับขึ้นเชิญชวนเล่นรำแคนเมื่อจบทุกคนจะวิ่งเข้าไปปรบมือล้อมรอบตัวหมอแคน พร้อมกับร้องว่า "กรีกกริ้ว" แล้ววิ่งกลับมาที่เดิม ใครอยากรำก็คอยออกไปรำ ตามจังหวะแคนดังนี้
                 1. แกนยาง คือ แคนเดิน เป็นจังหวะช้า ๆ รำเพื่ออวดเนื้ออวดตัว การรำไม่ต้องจีบมือให้อ่อนสิ่งที่ต้องอ่อนคือลำตัวขาย่อให้อ่อน เอวต้องให้อ่อน การส่งแขนเรียกว่าการ "แกว่งแขน" จะสวยหรือไม่ดูที่การแกว่งแขนโดยจีบม้วนมือเข้าแล้วปล่อยออกเป็นการป้องกันการลวนลามจากฝ่ายตรงข้ามสำหรับคนที่ดูรำแคนเป็น การรำแบ่งคนออกเป็นสองฝ่าย "ใครอยากเล่นก็เต้นเข้ามาจะได้เห็นหน้าเห็นตาชื่นใจ" คือ คำร้องเชิญชวนไม่มีการโค้งออกไปรำรำกับคนนั้นแล้วรำกับคนนี้เปลี่ยนคู่กันไปเรื่อย ๆ หากรำกับคน ๆ เดียวถือว่าเสียมารยาท การพูดคุยในประเพณีการลงขวงก็เช่นกัน ให้โอกาสหนุ่มกลุ่มนั้นเข้ามาคุย หากกลุ่มใหม่มาต้องปลีกตัวออกไปให้โอกาสกลุ่มมาใหม่พูดคุยหากตนยังพูดคุยค้างคาหัวใจก็ย้อนกลับมาพูดคุยอีก กลุ่มที่คุยอยู่ก็ถอนตัวออกไป โดยไม่หมองใจกัน นอกจากร้องเพลงแล้วรำแล้วการปรบมือก็เป็นสิ่งบอกคุณสมบัติได้เช่นกัน เช่นบ้านไหนปรบมือดัง ถือว่าหนุ่มบ้านนั้นแข็งแรงข้อลำดีควรเลือกเป็นลูกเขย
                 2. แกนแล่น หรือ แคนแล่น คือเพลงที่มีจังหวะเร่งเร้า จะรำสลับกันไปมา รำเอาเชิง ไว้ท่าชั้นเชิงอยู่กับที่แล้วก้มตัวสลับกับที่แต่โบราณต้องใช้เนื้อที่กว้าง ๆ และสลับกันประมาณ 5 ก้าว หรือจะรำต้อนฝ่ายหญิงกลับไปกลับมาชายก็พยายามจะทำท่าลวนลามหญิงก็ปัดป้องด้วยลีลาทางนาฏศิลป์ จะตักชายสไบหรือชายผ้าถุง หญิงก็ใช้ไหวพริบปกป้องตนเองดูปฏิภาณไหวพริบของหนุ่มและสาว หากใครถูกหยอกล้อแล้วไม่โกรธไม่หน้างอ ถือว่ามั่นคงทางอารมณ์ คนไหวพริบไม่ดีพอถึงจังหวะแคนแล่นก็จะเข้าที่ไม่ยอมรำเฉพาะที่เป็นผู้หญิง สำหรับผู้ชายชอบจังหวะนี้มากได้หยอกล้อให้หญิงได้แสดงภูมิปัญญาออกมาให้เห็นได้
                 3. แกนแกร หรือ แคนแกร หลังจากรำแคนแล่นเหนื่อยแล้วจะมีแคนแกร ซึ่งเป็นทำนองคล้ายกับแคนเดินแต่มีจังหวะให้หยุดพูดคุยกันในช่วงสร้อยเพลง หรือจะหันหลังชนกัน และค่อยหันหน้ามาชนกันแล้วเดินไปรอบวง หรือจะเปลี่ยนคู่ตอนร้องสร้อยเพลงก็หมุนไปรำกับคนอื่น การรำไม่มีจังหวะเท้าที่แน่นอน เป็นอิสระในการก้าวเดิน รำรอบวงทวนเข็มนาฬิกา
                 4.แกนระบำ หรือ แคนระบำ จะรำช้าหมุนตัวทีละนิดทีละน้อยย่อตัวเหมือนระบำของชาวยุโรป จังหวะนี้ก็สามารถใช้หลังชนกันและเปลี่ยนคู่กันไปเรื่อย ๆ การเซิ่งกอนในเพลงนี้เนื้อเพลงก็ไม่มีหลากหลายมากนัก

    รำแกนยางในงานสืบสานประเพณีไทดำ ตำบลหนองปรง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี

    รำแกนยางในงานสืบสานประเพณีไทดำ ตำบลหนองปรง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี

    หนุ่มสาวรำแกนยางในงานสืบสานประเพณีไทดำ ตำบลหนองปรง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี

    2. การอยู่ข่วงหรือการลงข่วง

                   เป็นประเพณีของชาวไทยโซ่งที่นิยมกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ การที่หญิงสาวกลุ่มหนึ่งประมาณ 3 - 4 คน หรือมากกว่านั้น ลงมาทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ปั่นด้าย ปั่นฝ้าย เย็บปักถักร้อย จักสาน ตำข้าว ในบริเวณข่วงหรือลานบ้านในเวลาหัวค่ำหลังจากเสร็จงานในตอนกลางวัน และรับประทานข้าวเย็นแล้ว เรียกว่า "อยู่ขวง" หรือ "ลงข่วง"
                   ความสำคัญของการอยู่ข่วงก็คือการเปิดโอกาสให้ชายหนุ่มได้มาเที่ยว "แอ่วสาว" เพื่อจะได้รู้จักสนทนากัน หมู่บ้านหนึ่ง ๆ อาจมีหลายข่วง ชายหนุ่มก็เที่ยวชมได้ตามสบาย เรื่องที่สนทนากันก็จะถามถึงชื่อที่อยู่ การทำมาหากิน ถ้าคุ้นเคยกันก็กล่าวหยอกล้อกันไป แต่ผลสุดท้ายก็ไม่พ้นเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ การลงข่วงเป็นการเปิดโอกาสให้ชายหนุ่มหญิงสาวได้รู้จักกัน เรียนรู้อุปนิสัยใจคอ และฝีมือสติปัญญาซึ่งกันและกันก่อนที่จะแต่งงานกัน หรืออาจกล่าวได้ว่าการ ลงข่วงเป็นสื่อนำให้ชายหญิงมีโอกาสเลือกคู่ครองกัน
                   การอยู่ข่วงนั้น อยู่ไปถึงเวลาประมาณ 24 น. จึงเลิก การอยู่ข่วงทำงานบ้านเช่นนี้ ทำได้ตลอดปี ไม่เลือกฤดูกาลอย่างเล่นคอน แต่ถ้าระยะไหนต้องทำงานตลอดวันหนัก ๆ ก็อาจหยุดอยู่ข่วงระยะหนึ่งก็ได้
                   ชายหนุ่มเมื่อไปเที่ยวข่วง ถ้าเกิดความพอใจประสงค์จะสนทนากับสาวผู้ใดเป็นการเฉพาะก็จะชวนนัดแนะกันไว้ หลังจากเลิกข่วงแล้วจึงไปคุยกันได้อีกถ้าสาวไม่ปฏิเสธ การไปคุยกับสาวเฉพาะนี้เรียกว่า "โอ้สาว" แปลว่าคุยกับสาวหรือจีบสาว ถ้าคุยธรรมดาเรียกว่า โอ้ลม คือเจรจาเพียงลมปากสถานที่พากันไปคุยนั้นอาจเป็นริมยุ้งข้าว ริมกองฟาง หรือชานบ้าน จะคุยกันที่มืดหรือมีแสงจันทร์ก็ได้ และจะเลิกคุยตอนใดก็ได้ ถ้าถูกใจกันอาจถึงสว่าง
    ตัวอย่างคำสนทนาที่โอ้กันนั้น ฝ่ายชายมักกล่าวว่า "ฮามักซูแต้เร้ย ซูมักฮาบ่" (ฉันรักเธอมากนะ เธอรักฉันไหม) "ซูอย่ามาแบ๊วหลายเร้ย จะเป็นร่อยเสียล้า" (อย่ามาโกหกเลยจะเป็นง่อย ผมแห้งเสียเปล่า) หรืออาจตอบเลี่ยงไปว่า "อย่ามามักเฮาเร้ย ฮาเอ็ดครัวก็จ้า จัวปลาก็บ่เป็น" (อย่ามารักฉันเลย ฉันทำครัวก็ช้า ทำปลาก็ไม่เป็น) ความจริงคงไม่ถือในคำพูดเป็นจริงเป็นจังเท่าใดนัก แต่เป็นการสังเกตอุปนิสัยใจคอสติปัญญาระหว่างกันนั่นเอง ส่วนที่มีการล่วงเกินขึ้นบ้างหรือไม่นั้นก็อาจมีบ้างนาน ๆ ครั้ง แต่โดยปกติจะไม่มีการล่วงเกินเกิดขึ้น เพราะผู้ไทยโซ่งเกรงว่า การทำเช่นนั้นจะเป็นการผิดผี (ของต้องห้ามหรือผิดประเพณี)

    3.การวานสาวและการโอ้สาว

                   การวานสาว คือ การจองสาวเป็นคู่คุย การโอ้สาว คือ การที่ชายหนุ่มพูดคุยกับหญิงสาว การโอ้บ่าว คือ การที่หญิงคุยกับชายหนุ่มทั้งนี้การพูดคุยเป็นไปในทำนองเกี้ยวพาราสี หากการพูดคุยกันแบบธรรมดาไม่เกี่ยวกับเรื่องความรักเรียกว่า"โอ้ลม"หลังจากเล่นรำแคนจนเหนื่อยเวลาประมาณ 23.00 น. ก่อนหรือหลังก็ได้ หากเป็นการ อิ่นกอนสู่แลงก็จะมีการเลี้ยงอาหารเย็นกันที่บ้านขวง โดยสาวแต่ละบ้านนำอาหารมารวมกัน อาหารหลักในฤดูเดือนห้า จะเป็นแกงใบมะขามอ่อน หรือมะม่วงอ่อนแกงส้มใส่เขียด แกงปลาใส่หน่อไม้ดอง แจ่วจิ้มผัก ปลาอกแล้ อาหารอย่างดีคือแกงเผ็ดป่าเนื้อใส่ผักขม แกงแย้ใส่ใบมะกอก
                   การจัดหาอาหารให้ฝูงกอน ซึ่งเป็นวัยหนุ่มมักรับประทานอาหารได้มาก ภาษาโซ่งเรียกว่า "กินตัน" ในระยะการเล่นลูกช่วง 1 เดือนเศษ เป็นภาระหนักของฝ่ายหญิง
                   ปัจจุบันการเล่นลูกช่วงที่มีการต๊อดกอนเลือนหายไปมีแต่การรำแคนร่วมกันแต่ละหมู่บ้าน เรียกการเล่นแบบนี้ว่า "ประเพณีไทยทรงดำ"หรือ "อิ้นทรงดำ"เมื่อรำแคนเสร็จแล้ว หมอขับจะขับ "เลอะกอน" คือ การขับเลิกเล่นลูกช่วงคือการเลิกรำนั่นเอง เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ (เฉพาะพวกอิ้นกอนสู่แลง) หมอขับก็จะขับสายแปงเป็นการให้พรหลังจากอิ่มหนำสำราญใจแล้ว สาว ๆ จะพรางไฟที่กองไว้ให้มืดลงและมานั่งเรียงกันเป็นแถวอยู่ริมขวงเอาผ้าสไบปิดหน้าเพื่อมิให้ชายหนุ่มจำได้ มิฉะนั้นสาวคนใดขี้เหร่ก็จะไม่มีใครพูดด้วยคนที่เป็นหัวหน้าขวงจะถามกลุ่มหนุ่มว่า "ใครจะวานแม่ที่หนึ่ง" หมายถึงสาวที่นั่งคนแรกมักเป็นสาวน้อย บางขวงจะให้สาวคุยกับหนุ่มได้ช่วงวานสาวเมื่ออายุ 18 ปี ทำผมทรงปั้นเกล้าซอย หนุ่มที่ต้องการจะโอ้สาวคนที่หนึ่งก็จะลุกขึ้นไปนั่งหน้าสาวคนที่หนึ่ง หัวหน้าฝูงกอนก็บอกชื่อฝ่ายชายอาจจะบอกคุณสมบัติอื่นไปอีกก็ได้เช่นเป็นลูกชายคนเดียว หากสาวคนพอใจจะคุยด้วยก็เปิดผ้าที่คลุมหน้าออก หัวหน้าขวงก็จะใช้วิธีการเช่นนี้ไปจนครบตัวฝ่ายหญิง หากชายไม่มีคู่คุยหรือหญิงไม่มีคู่คุยก็จะนั่งคุยรวมตัวกันที่แคร่หนุ่มที่เป็นหัวหน้าฝูงกอนมักมีภรรยาแล้ว โดยมารยาทจะไม่วานสาวแต่ก็จะได้คุยกับสาวน้อยหัดเรียนรัก ดูจริตอายของสาวน้อยให้กระชุ่มกระชวยหัวใจ ทำให้จิตใจเป็นสุขปัญหาการหย่าร้างจึงไม่ค่อยมีปรากฏการมา เที่ยวเช่นนี้ภรรยาก็สนับสนุน ก่อนจะลงบ้านสตรีที่ถูกอบรมมาดีจะช่วยสามีติดกระดุมเสื้อไท ที่มักติดกระดุมอย่างน้อย 19 เม็ด 21 เม็ด ติดมากเท่าใดเป็นคนดีขยันและรอบคอบ หากชายที่ไม่มีภรรยาติดให้พี่ป้าน้าอาคนใกล้ชิดจะช่วยติดให้เป็นกุศโลบายที่จะแสดงความเอื้ออาทรต่อกัน

                   เมื่อวานสาวหมดทุกคนแล้วก็จะลุกไปหาที่พูดคุยกันโดยฝ่ายสาวเป็นผู้เลือกทำเล มักจะคุยที่รอบกองฟาง ฉางข้าว ข้างกอไผ่ริมรั้ว คุยกันได้เวลาพอสมควรหัวหน้าขวงต้องเดินไปตรวจความเรียบร้อยกลัวจะเผลอใจหรือชายย่ามใจลวนลาม เมื่อรู้ว่ามีคนคอยสอดส่องก็จะได้ระวังตัว หรือชายหนุ่มคนใดพูดจาลามกสาวไม่อยากคุยด้วยก็จะถอยออกมานั่งห่าง ๆ ทำนองว่า"อุ๊ยมดแดง" หนุ่มก็ต้องรู้ว่าสาวรังเกียจไม่สนิทใจในการพูดคุยนักก็จะสำรวจและไม่ต้องขยับเข้าไปนั่งใกล้ การพูดคุยก็จะพูดการทำมาหากิน เคยไปเที่ยวที่ไหนบ้าง ทำนาได้ข้าวมากหรือไม่ การพูดคุยเป็นไปอย่างอิสระที่มีขอบเขต คำพูดมีความจริงน้อยมาก การโอ้บ่าวอิ้นกอนเป็นการพูดแบ้ว ๆ คือการโกหก ไม่มีสาระอะไรมากนัก
                   การพูดคุยของหนุ่มสาวในที่ลับตาสองต่อสอง ปรากฏว่าการล่วงเกินให้เกิดความเสียหายนั้นไม่มีปรากฏทั้งนี้เพราะการอบรมสั่งสอนที่มีมากลัวผิดผี กลัวผิดประเพณี และอาจจะเป็นเพราะมาเป็นกลุ่ม การทำผิดทางเพศก็ไม่มี ถึงขั้นล่วงเกินทางเพศจนเกิดการตั้งครรภ์ ซึ่งเรียกว่า "มานตาง" คือท้องตามทาง ไม่เข้าทางตรอกออกทางประตูและผู้ชายไม่รับผิดชอบ ซึ่งความผิดนี้จะไม่เกิดช่วงเล่นลูกช่วง แต่จะทำผิดในช่วง "มานำแนว" คือหลังจากเล่นลูกช่วงด้วยกัน โอ้กันทำให้เกิดความรักและตามมาพูดคุยเป็นประจำในช่วงลงขวงบ่อย ๆ เข้าบ่อยเข้า ความใกล้ชิดก็มีโอกาสเผลอใจ บางครอบครัวมีคนมานตางถึง 3 คนในครอบครัวเดียวก็มี เด็กที่เกิดจากลูกมานตางสังคมไม่ให้การยอมรับ ผู้เป็นพ่อก็อายที่จะรับ หลังจากที่หนุ่มสาวพูดคุยกันแล้ว บางครั้งใน 15 คู่ ยังพูดคุยกันอีก 10 คู่ กลับมาที่แคร่แล้ว 5 คู่ก็อาจจะชวนกันขึ้นไปนอนที่บ้านที่ตั้งขวง หนุ่มสาวนอนเรียงกันเป็นแถวคุยกันจนหลับก็มี โดยไม่มีใครคิดล่วงเกิน บางคนนอนคุยกันในมุ้งก็ไม่มีการล่วงเกินกัน

    การวานสาวงานสืบสานประเพณีไทดำ ตำบลหนองปรง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี

    การวานสาวงานสืบสานประเพณีไทดำ ตำบลหนองปรง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี

    การวานสาวงานสืบสานประเพณีไทดำ ตำบลหนองปรง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี

    การวานสาวงานสืบสานประเพณีไทดำ ตำบลหนองปรง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี

    4. งานประเพณีไทยทรงดำ

                   การเล่นรำแคนในปัจจุบันเรียกว่าเล่น"งานประเพณีไทยทรงดำ"สำเนียงโซ่งที่มักพูด "ไปอิ่นงานทรงหลำ"ที่จริงมาจากจากอิ่นกอนฟ้อนแกนในอดีต ที่มีกิจกรรมการโยนลูกช่วงเซิ่งกอน รำแคน วานสาว ซึ่งต้องปรับเปลี่ยนกับวิถีชีวิตในปัจุบัน ได้เริ่มฟื้นฟูที่ ตำบลหนองปรงอำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เมื่อประมาณ พ.ศ.2516 โดยจัดงานในวันที่ 1 เมษายนเพื่อต้อนรับพี่น้องที่ไปทำงานอยู่ที่อื่นกลับบ้าน เริ่มแรกก็มีการเป่าแคน เซิ่งกอนรับประทานอาหารด้วยกันบนวัดซึ่งจะจัดผ้าป่าเพื่อให้มีรายได้ขึ้นวัดเป็นการช่วยค่าใช้จ่าย เมื่อได้ยินเสียงแคนคนรุ่นก่อนมีอารมณ์ชื่นบานคิดกิจกรรมเสริมขึ้นมาว่า แต่ละหมู่บ้านจัดสาวงามมาประกวด และให้กำลังใจผู้ประกวดเป็นพวงมาลัยบางปีก็ลูกโป่ง เงินที่ซื้อนั้นแม่บ้านของผู้ใหญ่บ้านกำนันรวบรวมจากลูกบ้านเอาไว้เป็นกองกลาง ถือว่าทุกคนมีส่วนร่วม วันประกวดหากผู้ใดจะซื้อพวงมาลัยให้กับสาวอีกก็ซื้อได้อีก ตำแหน่งที่ได้พวงมาลัยมากเรียกตำแหน่งขวัญใจประชาชนคนงามจะครองตำแหน่งธิดาไทยทรงดำหมู่บ้านไหน ได้ตำแหน่งนี้ก็ได้ชื่อเสียงว่ามีสาวงามตรงกับพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ทรงพระนิพนธ์ว่า "เมืองใดไร้นารีงาม เมืองนั้นหมดความภูมิใจ" หรือสำนวน สุนทรภู่ว่า "วันร้อยรสบุปผาสุมาลัย จะชื่นใจเหมือนสตรีไม่มีเลย"เมื่อพี่น้องชาวหนองปรงจัดงาน พี่น้องต่างจังหวัดก็มาร่วม พี่น้องต่างอำเภอ ต่างหมู่บ้านก็มาร่วม ต่อมาหมู่บ้านต่าง ๆ จัดงานบ้างชาวหนองปรง ก็จะไปร่วมงานกับเขาเช่นกัน เป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมอย่างเด่นชัด จังหวัดที่ไปมาหาสู่กันมีดังนี้ จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดนครปฐม จังหวัดราชบุรี และจังหวัดชุมพร

     

    ติดต่อเรา

     
    • ปัทมา พัฒน์พงษ์
    • สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย
    • มหาวิทยาลัยมหิดล
    • พุทธมณฑลสาย 4 ศาลายา จังหวัดนครปฐม 73170
    • Tel: 66 (0) 2800-2308 - 14

    โซเชียลเน็ตเวิร์ค

     
    • เฟสบุ๊ค

    งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ข้อมูล วัฒนธรรม ความเชื่อ ของไทยโซ่งหรือไทยทรงดำ ถ้าผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ หรือ สามารถติดผ่านทางเว็บไซค์นี้เพื่ออัพเดทข้อมูลหรือแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง โดยสามารถส่งอีเมล์มาที่ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.