1. พิธีเสนเรือน
     
    ความเชื่อ
    พิธีเสนเรือน เป็นความเชื่อที่สำคัญเกี่ยวกับผีเรือนหรือผีบรรพบุรุษชาวไทยโซ่งบ้านไผ่หูช้างเชื่อว่า คนเราเมื่อตายไปแล้ววิญญาณจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 จะขึ้นไปอยู่เมืองแถน  (เมืองฟ้า, เมืองเทวดา) อีกส่วนหนึ่งจะอยู่กับลูกหลานคอยปกป้องดูแลลูกหลานในบ้าน  วิญญาณผู้ที่เป็นบรรพบุรุษลูกหลานจะเชิญขึ้นเรือน  ผีบรรพบุรุษจะอยู่ในห้องผีเรียกว่า  กะล้อห่อง  ลูกหลานที่อยู่ในบ้านต้องเซ่นไหว้ตามชนชั้นของตนเอง  เรียกว่า การปาดตง อาหารที่เซ่นไหว้เป็นอาหารเช่นเดียวกับที่คนในบ้านรับประทาน ใน 1 ปี หรือ 3 ปี จะทำพิธีเซ่นไหว้ครั้งใหญ่เรียกว่า การเสนเรือน ผู้ที่ทำการเสนเรือนบ่อยครั้งเชื่อว่าจะทำให้มั่งมีศรีสุขเป็นมงคลแก่ชีวิต
     
    หลักการ
    การเสนเรือน  คือการเซ่นไหว้บรรพบุรุษครั้งใหญ่  การเซ่นไหว้จะใช้หมู  1  ตัว  ในพิธีกรรมผู้ที่ทำพิธีเสนเรือนคือ  หมอเสน  หมอเสนเป็นผู้ชาย  หมอเสนต้องเป็นคนตามตระกูลในชนชั้นผู้ต้าวหรือผู้น้อย  หากจำเป็นจริง ๆ ผู้ต้าวสามารถเป็นหมอเสนให้ผู้น้อยได้  แต่ผู้น้อยไม่สามารถเป็นหมอเสนให้ผู้ต้าวได้
    หลังจากการทำพิธีกรรมเสร็จแล้ว  จะมีการเลี้ยงอาหารญาติพี่น้อง  ซึ่งเชิญมาทั้งหมู่บ้าน  และต่างหมู่บ้านซึ่งเป็นญาติสนิท  ไทยโซ่งบ้านไผ่หูช้าง  ยังรักษาประเพณีการเสนเรือนอย่างมั่นคงด้วยความกตัญญูต่อบิดามารดาและบรรพบุรุษ  ทำให้สังคมมีความอบอุ่นและเป็นสังคมแบบเครือญาติ
     
    กิจกรรม
    ขั้นที่ 1 บ้านที่จะเสนเรือนจะเลี้ยงหมูเอาไว้ให้โตเต็มที่ประมาณ  80 – 100  กิโลกรัม  ให้หมอเสนดูให้ว่า  วันใดเหมาะ  ส่วนใหญ่หมอเสนจะรู้ว่าบ้านนี้เสนได้หรือไม่  จะกำหนดวันเสนเรือน  เจ้าบ้านก็กลับไปเพื่อเตรียมตัว  เตรียมบ้านเพื่อทำพิธีเสนเรือน
    หากคนในตระกูลหรือสิงเดียวกัน  เสียชีวิตก็ต้องเลื่อนออกไป  ไม่สามารถทำการเสนเรือนได้  ต้องรอให้บ้านที่มีคนตายจัดการศพ  แผ้วเฮือน  เอาผีขึ้นเรือนให้เรียบร้อย  บางครั้งห่างกันครึ่งปีจึงจะสามารถเสนเรือนได้
    ขั้นที่ 2 เจ้าของบ้านต้องไปบอกญาติ ๆ ในหมู่บ้าน  โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ผีเดียวกัน  แม้ต่างบ้านก็ต้องบอกกันให้รู้  ถือว่าเป็นญาติสนิท  ปัจจุบันนิยมพิมพ์บัตรเชิญงานเสนเรือน  เพื่อแจกให้ญาติ ๆ แทนการบอกด้วยปากเปล่า  นอกจากเชิญแขกแล้วต้องวานคนแต่งเสนไว้  เพื่อช่วยแต่งเสน  (แต่งปานเสน)  และคนจับหมู  คนเชือดคอหมู  คนทำหมู  แม่ครัว  ทำกับข้าว
     
     
    หมอเสนทำพิธีเสนเรือนที่ไผ่หูช้าง
    ที่มา :  ปิยวรรณ  สุขเกษม  ถ่ายภาพเมื่อ พ.ศ. 2544
     
    ขั้นที่ 3 ก่อนการเสนเรือน 2 วัน เจ้าภาพต้องเตรียมของใช้ในพิธีให้พร้อมถ้วยชาม อุปกรณ์ในการทำครัว อุปกรณ์จำเป็นในการเสนเรือนที่สามารถหาไว้ได้ เช่น หาปานเผือน ปานพ่วง ถุงไต๊ ฯลฯ
    ขั้นที่ 4 ก่อนวันทำพิธี 1 วัน เจ้าของบ้านต้องเตรียมตำพริกแกงไว้ทำอาหารเลี้ยงแขก ทำขนมข้าวต้มมัดและขนมนมสาวไว้ใช้ในงานพิธี  และเลี้ยงแขกในการตำพริกแกงและห่อขนม จะมีญาติ ๆ ใกล้ชิดมาช่วยกันมากมายเป็นธรรมเนียมของการช่วยเหลือซึ่งปฏิบัติกันมานานแล้ว
    ขั้นที่ 5 วันงานพิธีเสนเรือน ประมาณไม่เกินตี 1 (01.00 น.)  จะมีการจับหมูเชือดคอและชำแหละหมู  โดยผู้ที่มีความชำนาญ  แล้วนำหมูมาให้แม่ครัวเตรียมทำอาหาร และแบ่งส่วนต่าง ๆ ของหมูทุกส่วนไว้ในการทำพิธีของหมอเสน  แม่ครัวจะเริ่มหั่นเนื้อหมูและนึ่งข้าวเหนียวประมาณ  3 – 4  ถัง  กับข้าวที่นิยมทำในงานเสนก็มี  แกงหน่อส้ม  ลาบเลือด  แกงหยวกกล้วย  แกงนางหวาน  แกงหน่อเปรอะ  ผัดเผ็ดไส้หมู  เป็นต้น
    ผักดิบที่นิยมมาเป็นผักแกล้มกับแกงหน่อส้ม  คือ  ผักตับเต่า  ผักชี  ผักก้านจ้อง  ผักตองแห่ว  ยอดกระถิน  ฯ  การทำอาหารต้องเสร็จทุกอย่างประมาณ  6  โมงเช้า
     
     
    ญาติพี่น้องมาร่วมงานเสนเรือน
    ที่มา :  ปิยวรรณ  สุขเกษม  ถ่ายภาพเมื่อ พ.ศ. 2548
     
    ขั้นที่ 6  แม่ครัวเตรียมตักอาหาร  แขกเริ่มทยอยมางานเสน  หมอเสนจะเดินทางมาถึงประมาณไม่เกิน  7  โมงเช้า  แต่ยังไม่ทำพิธี  เพียงแต่เตรียมของใส่ในปานเผือน  ซึ่งมีผู้รู้แต่งปานเผือนไว้ให้  กับข้าวก็ตักแบ่งไว้ให้ในการทำพิธี  แม่ครัวจะเลี้ยงอาหารแขกที่มาประมาณไม่เกิน  8  โมงเช้า  จะเสร็จเรียบร้อย  แขกจะนำเงินมาช่วยงานตามกำลังศรัทธาของตน  แขกส่วนมากจะทยอยกลับบ้านของตนเองคงเหลือแต่ญาติสนิทเท่านั้นที่จะอยู่เฝ้าเสน
     
     
    ผักที่ใช้ในงานเสนเรือน
    ที่มา :  ปิยวรรณ  สุขเกษม  ถ่ายภาพเมื่อ พ.ศ. 2548
     
    ขั้นที่ 7 หมอเสนจะทำพิธีเสนเรือน  หมอเสนจะมีปั๊บผีเรือน(สมุดบันทึก)คอยอ่านเรียกชื่อผีเรือน  ซึ่งเป็นผีบรรพบุรุษ  จารึกชื่อไว้ในปั๊บผีเรือน  ให้มารับของเซ่นไหว้  หากใครอยู่ในตระกูลใหญ่  โดยเฉพาะผู้ต้าวทำพิธีไม่ต่ำกว่าครึ่งวัน  หลังจากเชิญบรรพบุรุษมารับของเซ่นไหว้แล้ว  จะมีพิธีถือเหล้าฟายเฮือน  ให้ลูกหลานถือแล้วดื่มเหล้าตามหมอพิธีบอก  และนี่เองอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้คนไผ่หูช้างติดเหล้ากันมาก  เพราะงานเสนมีบ่อยครั้ง
    หลังจากพิธีเสนเรือนแล้ว  เจ้าภาพจะแบ่งของได้แก่เนื้อหมูและขนม  ผลไม้  ให้กับหมอเสนและส่งหมอเสนที่บ้าน
    อุปกรณ์ที่สำคัญในการเสนเรือน  มีดังนี้
    1. ปานเผือน  เป็นถาดขนาดใหญ่เพื่อใส่เครื่องเซ่น 7 อย่าง ใบตอง 7 ใบ ปู 7 ชั้น ห่อหมากจีบ 7 คำ ห่อข้าว 7 ห่อ ห่อเฮียว (ขาหรือข้อหมู) 7 ถู 7 คู่ (ตะเกียบ) มีถ้วยหมากพลู 1 ถ้วย น้ำ 1 ถ้วย น้ำต้มหมู 3 ถ้วย และจุบหน่อไม้ อาหารอื่น ๆ เช่น เนื้อหมูย่าง ข้าวต้มมัด ขนมนมสาว กล้วย เผือก มัน อ้อย และผลไม้ตามที่หาได้ บ้านใดต้องการใส่ของมาก ต้องหาพานพ่วงเล็ก ๆ มาไว้ใกล้ ๆ ปานเผือน
    2. ปานหมอใส่ของให้หมอผู้ทำพิธี มีขันหมากพลูขันน้ำ 1 ขัน เหล้า 1 ขวด เสื้อฮีเจ้าเสื้อ 1 ตัว  
    3. ปานเผือนสำรอง เป็นถาดสำหรับใส่เครื่องเซ่นที่ญาติผีเดียวกันนำมาสมทบ
    4. ปานข้าวงายหมอ เป็นถาดข้าวใส่อาหารเช้าให้หมอเสน
    5. ปานข้าวว่า จัดให้ญาติที่รับเชิญเป็นพิเศษมาร่วมรับประทาน
    6. ปานเซ่นผีตระกูลเดียวกันที่อยู่ต่างจังหวัด ผีไม่มีญาติ ผีที่ตายไม่ดี ใส่หัวหมู ขาหมู 4 ขา หางหมูเป็นสัญลักษณ์แทนหมูทั้งตัว น้ำต้มหมู 1 ถ้วย หมากพลู น้ำ 1 ขัน จานข้าว เหล้า 1 ขวด ถ้วยเหล้า 7 ถ้วย
     
     
    เลี้ยงอาหารญาติที่มาร่วมงานเป็นอาหารแบบไทยโซ่ง
    ที่มาของภาพ :  ปิยวรรณ  สุขเกษม  ถ่ายภาพเมื่อ พ.ศ. 2548
     
    *ที่มาของเนื้อหา:  ศึกษาจากแหล่งข้อมูลและหนังสือความเชื่อเรื่องผีฯของบุญมี ปาริชาติธนกุล
     
    2. การปาดตง
     
    ความเชื่อ
    ความเชื่อดั้งเดิมจนถึงปัจจุบันของชาวบ้านไผ่หูช้าง  เชื่อว่า  เมื่อคนเราตายไปแล้ว  วิญญาณจะแบ่งไปอยู่  2  แห่ง  ที่หนึ่งคือ  ขึ้นไปอยู่บนเมืองฟ้า  ต้องมีผู้บอกทาง  เป็นหมอพิธี  บอกทางให้จึงขึ้นไปได้  อีกที่หนึ่งคือ  วิญญาณส่วนหนึ่งจะอยู่ที่ห้องผี  หรือที่เรียกว่า  กะล้อห่อง  การที่จะไปอยู่ที่กะล้อห่อง  ต้องให้หมอพิธีเอาผีขึ้นเรือน  จึงจะขึ้นไปอยู่ได้  คนที่ตายปกติ  เช่น  แก่ตายหรือเจ็บป่วยตาย  และมีอายุเกิน  20  ปีขึ้นไป  จึงจะเชิญวิญญาณขึ้นเป็นผีเรือนได้  ผีเรือนเป็นผีบรรพบุรุษ  ส่วนใหญ่จะเป็นวิญญาณของพ่อแม่  ปู่ย่า  ตายาย  น้าอา  ฯลฯ  เมื่อเชิญวิญญาณให้ขึ้นไปอยู่บนกะล้อห่องแล้ว  จะมีการเซ่นไหว้  ถ้าเป็นผู้สืบเชื้อสายจากเจ้า  คือ  ผู้ต้าวจะนำของไปเซ่นไหว้  5  วัน  1  ครั้ง  ถ้าเป็นผีผู้น้อยหรือผีชั้นสามัญชน  จะปาดตง  10  วันต่อ  1  ครั้ง  วิญญาณที่อยู่ที่กะล้อห่องและที่เมืองฟ้า  เป็นจิตวิญญาณเดียวกันสามารถสื่อสารรับรู้กันได้ทันที  การปาดตงบางพื้นที่ก็เรียกว่า  เสนปาดตง  แต่ที่ไผ่หูช้างเรียกว่า  การปาดตง
    การปาดตงอีกอย่างหนึ่งคือ  การปาดตงข้าวใหม่  แต่เดิมทำนาปีละ  1  ครั้ง  ช่วงเดือนธันวาคม  ข้าวจะแก่ใกล้ที่จะเก็บเกี่ยว  ชาวบ้านจะนำข้าวที่แก่นั้นมาตำข้าวเม่า  และจะมีการเซ่นไหว้บรรพบุรุษให้บรรพบุรุษได้กินข้าวใหม่  การปาดตงข้าวใหม่จะทำกันทุกบ้าน  และทยอยกันปาดตงข้าวใหม่  บ้านที่ปาดตงข้าวใหม่  จะบอกญาติสนิทให้มาร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน  ถือเป็นการพบกันสังสรรค์กันในหมู่ญาติ
     
    หลักการ
    การปาดตง  เป็นการเซ่นไหว้บรรพบุรุษตามตระกูลผู้ต้าวหรือผู้น้อย  ผู้ต้าว  5  วัน  ปาดตง  1  ครั้ง  ผู้น้อย  10  วัน  ปาดตง  1  ครั้ง  การปาดตงตามปกติ  มีการจัดอาหารใส่สำรับเป็นถาดเล็ก ๆ 2  ใบ  นำอาหารพร้อมน้ำดื่มไปวางที่กะล้อห่อง (ห้องผี) เชิญให้บรรพบุรุษมารับอาหารที่เซ่นไหว้
    การปาดตงมีการปาดตงเช้า  (อาหารเช้า)  และปาดตงข้าวเวน  (อาหารกลางวัน)  อีก  1  ครั้ง  หากบ้านใดไม่อยู่บ้านในช่วงกลางวัน  ก็ปาดตงครั้งที่ 1  รอสักพักก็นำอาหารมาเปลี่ยนแล้วปาดตงครั้งที่ 2  แล้วรอยกออกมาเป็นเสร็จพิธี  ทุกครั้งก่อนนำอาหารไปเซ่นไหว้  ต้องบอกกล่าวที่หน้ากะล้อห่องก่อนแล้วจึงยกเข้าไป  ส่วนใหญ่ผู้ที่มีหน้าที่ปาดตงคือ  ผู้ที่เป็นสะใภ้  แต่ตาม      ธรรมเนียมปฏิบัติ  หากสะใภ้จะเข้าไปในกะล้อห่องต้องใส่เสื้อฮีเป็นการยุ่งยาก  ผู้ที่เป็นสะใภ้หากมีลูกแล้วก็จะใช้ให้ลูก ๆ เป็นคนยกอาหารไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษ  เด็ก ๆ ในบ้านไทยโซ่ง  จึงถูกฝึกให้ยกถาดสำรับไปปาดตงตั้งแต่เด็ก ๆ 
    การปาดตงข้าวใหม่  ไม่ใช้ถาดสำรับตามปกติ  จะใช้ปานเผือน  เป็นถาดใหญ่สานด้วยไม้ไผ่  การปาดตงข้าวใหม่  จะมีอาหารมากมายถือว่า  ทำมากได้มาก  จึงใช้ปานเผือน  การปาดตงข้าวใหม่ส่วนมากผู้นำปานเผือนไปปาดตงคือเจ้าของบ้านซึ่งเป็นผู้ชาย  จะไปบอกกล่าวบรรพบุรุษให้มารับอาหารเซ่นไหว้
    เมื่อเลี้ยงบรรพบุรุษแล้ว  จะยกปานเผือนนั้นออกมา  จัดแบ่งอาหารนั้นใส่ถาดเลี้ยงแขกและนอกจากอาหารในปานเผือนแล้ว  เจ้าของบ้านจะทำอาหารเพิ่มเติมเผื่อไว้เลี้ยงญาติ  ญาติที่มาในพิธีปาดตงข้าวใหม่ส่วนใหญ่จะเป็นญาติสนิท  ผีบ้านเดียวกัน
     
    กิจกรรม
    ขั้นที่ 1 การนับวันปาดตง  จะนับวันทั้งหมด  10  วัน  วันเรียกว่า  มื้อ  คือ
     
    1.มื้อฮ้วง 2.มื้อเต่า
    3.มื้อก่า 4.มื้อกาบ
    5.มื้อฮับ 6.มื้อฮาย
    7.มื้อเมิง 8.มื้อเปิก
    9.มื้อกัด 10.มื้อขด
     
    พอครบ 10 วัน จะเริ่มนับ 1 ใหม่ การปาดตงผู้ต้าวคือ นับจากวันที่ 1 คือวันฮ้วง วันที่ 6 คือวันฮาย พอครบ 5 วันก็ปาดตง 1 ครั้ง (สมมุติว่า วันฮ้วง ปาดตง วันฮายก็ปาดตงอีกครั้ง) การนับวันจะเป็นวันเดียวกันทั้งหมู่บ้าน  สกุลผู้ต้าวก็จะปาดตงวันเดียวกันทั้งหมู่บ้าน สกุลผู้น้อยจะปาดตงวันเดียวกันทั้งหมู่บ้าน แต่วันของผู้น้อยและผู้ต้าวไม่ตรงกัน
    เมื่อดูวันได้แล้วจะทำกำหนดวันไว้ในปฏิทิน โดยเขียนวันกำกับไว้กับปฏิทินทั่วไปกันลืม เขียนไว้ตั้งแต่วันฮ้วง จนถึงวันขดและเริ่มเขียนจนหมดเดือน บางบ้านมีเวลาจะเขียนไว้หลาย ๆ เดือน
     
     
    การปาดตงข้าวใหม่ นำของเซ่นไหว้ในกะล้อห่อง(ห้องผี)
    ที่มา: บุญมี  ปาริชาติธนกุล  ถ่ายภาพเมื่อ พ.ศ.2546 เอื้อเฟื้อภาพให้ นางปิยวรรณ  สุขเกษม
     
    ขั้นที่ 2 ถึงวันเตรียมอาหารใส่ถาด  2  ถาด  แต่ละถาดมีชามเล็ก ๆ 2  ใบตั้งอยู่
    ถาดที่ 1  ใส่ข้าวทั้ง  2  ถ้วย
    ถาดที่ 2  ใส่กับข้าว  และขนม  (ถ้ามี)
    หากไม่มีขนมก็ตักกับข้าวทั้ง  2  ถ้วย
     
    บ้านใดมีผลไม้ก็นำผลไม้ใส่ในถาดได้  ก่อนจะปาดตง  ต้องเปลี่ยนน้ำในกาน้ำที่ตั้งในห้องผี  (กะล้อห่อง)  ส่วนใหญ่จะเป็นเด็ก ๆ ที่เปลี่ยนน้ำ  หากผู้ชายไปปาดตง  ใส่เสื้อปกติ  หากสะใภ้ใส่เสื้อฮี  นำถาดอาหารไปตั้งหน้ากะล้อห่องแล้วกล่าวเชิญให้บรรพบุรุษมารับอาหาร  แบบง่าย ๆ ที่เชิญคือ  “อ้ายอู่  เอมอู่  อ้ายเฒ่า  เอมเฒ่าเอ้ย  มื้อนี้ลูหลานเอาข้าวงายตงมาป้าด  ให้มากินงายตงกันเน้อ  จูผู้จูกนเน้อ  กินแล้วให้กุ้มให้กวมลูหลานให้อยู่ดีมีแฮงเน้อ”  แปลความว่า  คุณปู่  คุณย่า  คุณตา  คุณยาย  วันนี้ลูกหลานได้นำอาหารเช้าข้าวปลาอาหารมาเซ่นไหว้  ขอให้ท่านทั้งหลายมารับโดยพร้อมเพรียงกัน  และขอให้ช่วยปกป้องคุ้มครองให้ลูกหลานอยู่ดีมีสุขทุก ๆ คนด้วยเถิด
     
    การปาดตงข้าวใหม่  
    บ้านที่จะทำการปาดตงข้าวใหม่ต้องไปเกี่ยวข้าวที่แก่แต่ยังไม่ถึงเวลาเก็บเกี่ยว  เกี่ยวข้าวมาตามจำนวนที่ต้องการ  ฝัดเอาซังข้าวออกเหลือแต่เมล็ดข้าว  เอาเมล็ดข้าวไปล้างน้ำแล้วตั้งให้สะเด็ดน้ำ
     
     
    ทุ่งนาไผ่หูช้าง
    ที่มา: ปิยวรรณ สุขเกษม  ถ่ายภาพเมื่อ พ.ศ. 2548
     
    พอตกกลางคืนญาติ ๆ จะมาช่วยตำข้าวเม่า โดยใช้กระทะใหญ่ ชาวบ้านเรียกกระทะใบบัว ตั้งไฟให้ร้อนนำข้าวเปลือกที่เตรียมไว้ตักประมาณ 1 ชามแกงคั่วลงในกระทะ พอแตกประปรายตักออกแล้วนำไปตำ พอแหลกฝัดเอาเปลือกออกตำครั้งที่ 2  แล้วฝัดเอาเปลือกออกนำไปเลือกกากออกอีกครั้งหนึ่ง 
    หลังจากนั้นจะเก็บไว้ในตอนเช้า บางบ้านถ้าตำกลางคืนจะคลุกข้าวเม่ากับมะพร้าวขูด  โรยน้ำตาลทรายแดง  เลี้ยงผู้มาช่วยตำข้าวเม่าและเด็กๆ
    ปัจจุบันบางบ้านก็ตำข้าวเม่าเองแต่มีน้อย  ส่วนใหญ่ซื้อข้าวเม่าสำเร็จรูปนำมาคลุกเอง เตรียมซื้อเผือกมัน ผลไม้จากตลาดเพื่อเตรียมปาดตงข้าวใหม่ 
    ก่อนถึงวันปาดตงข้าวใหม่  จะบอกญาติ ๆ ที่เป็นผีบ้านเดียวกันให้มาร่วมในพิธีปาดตงข้าวใหม่
    เช้าประมาณตี 4 (04.00 น.) เจ้าของบ้านจะนึ่งข้าวเหนียวทำกับข้าวของไทยโซ่ง นึ่งเผือก มัน จัดสำรับ คลุกข้าวเม่า นำปานเผือนมาตั้ง เอาข้าวเม่า ข้าวเหนียว (บางบ้านมีแต่ข้าวเม่าก็ได้) พร้อมขนม ผลไม้ เผือก มัน ใส่ลงในปานเผือน ขนมที่นิยมทำคือ ข้าวต้มมัด พอประมาณ 07.00 น. (1  โมงเช้า) หรืออาจจะเร็วกว่านี้ จะนำปานเผือนไปตั้งที่หน้ากะล้อห่อง กล่าวเชิญบรรพบุรุษให้มารับการปาดตงข้าวใหม่ วันนี้ส่วนมากเป็นพ่อบ้านที่จะกล่าวและยกสำรับเข้ากะล้อห่องไปตั้งเซ่นไหว้บรรพบุรุษ
    ญาติที่มาร่วมงานจะรออยู่ด้านนอกกะล้อห่อง สนทนาปราศรัยกัน ประมาณ 20 นาที ไม่เกิน 30 นาที ก็จะลาของที่ไหว้ ช่วยกันยกปานเผือนออกมา แม่บ้านเตรียมตักกับข้าว ตั้งสำรับเลี้ยงญาติ ๆ ผู้มาร่วมพิธี การนั่งรับประทานอาหารนั่งรับประทานกันเป็นวงกลมตั้งอาหารโดยใส่ถาดตั้งตรงกลาง ส่วนที่เหลือใส่จานตั้งโดยรอบถาด
     
     
    ญาติสนิทมาร่วมงาน
    ที่มา :  ปิยวรรณ  สุขเกษม  ถ่ายภาพเมื่อ พ.ศ. 2544
     
    การวางกับข้าวของไทยโซ่งต้องใส่ถาด ส่วนที่เหลือใส่จานวางรอบ ๆ ถาดได้  มีงานอวมงคลเท่านั้นไม่ต้องใช้ถาดใส่กับข้าว  ถือว่างานอวมงคลเป็นงานไม่ดี ไม่น่าจะเกิดขึ้นก็ไม่ควรที่จะทำอะไรให้เป็นที่ชื่นชมยินดี
     
    *ที่มาของเนื้อหา:  ศึกษาจากแหล่งข้อมูลและหนังสือความเชื่อเรื่องผีฯของบุญมี ปาริชาติธนกุล ประเพณีไทยโซ่งหมู่บ้านเกาะแรตของ นุกูล  ชมพูนิช
     
    3. การเสนกวัดกว้าย (กวัดไกว)
     
    ความเชื่อ
    ชาวไทยโซ่ง เชื่อว่า เมื่อคนในบ้านเสียชีวิตบ้านนั้นจะเศร้าหมอง มีสิ่งชั่วร้ายเกิดขึ้นหลังจากเผาศพแล้วจะต้องมีพิธีแผ้วเฮือน (ปัดรังควานสิ่งชั่วร้ายออกจากบ้าน) เมื่อแผ้วเฮือนแล้วจึงเสนแก้เคราะห์  เมื่อเสนแก้เคราะห์จึงจะทำพิธีเสนเรือนได้ หากมีคนตายไม่ได้ทำพิธีแผ้วเฮือนละเลยทิ้งไว้จนลืมเลือน เป็นเหตุให้คนในบ้านเจ็บป่วย จึงไปหาหมอเยื้องดูให้ ต้องมีการเสนกวัดกว้ายบ้านจึงจะหมดเคราะห์  พิธีกรรมคล้ายกับการแผ้วเฮือน
     
    หลักการ
    เสนกวัดกว้ายเป็นการนำของมาเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ให้แม่มดหรือหมอมาทำพิธีปัด รังควาน ขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกไปจากบ้าน ให้บ้านเป็นบ้านที่ดี การปัดรังควานปัดสิ่งชั่วร้ายทุกอย่างแม้แต่ข้าวของเครื่องใช้  ที่นอนหมอนมุ้งในบ้านก็ปัดรังควานไล่ไป
    เมื่อทำพิธีปัดรังควานแล้ว จะมีพิธีเสี่ยงทายเกี่ยวกับชะตาของคนในบ้านเป็นการดูเคราะห์ให้กับบุคคลในบ้าน หากมีเคราะห์ร้ายจะได้หาทางแก้ไขทัน
     
    กิจกรรม
    ขั้นที่ 1 เจ้าของบ้านไปหาแม่มดมาทำพิธี  ของที่นำไปหาแม่มด มีข้าวสาร หมาก  พลู เนื่องจากบ้านของตนมีคนตาย  แต่ไม่ได้ทำพิธีแผ้วเฮือน ทิ้งไว้นานและมีพิธีอื่นก่อนจะแผ้วเฮือน  จึงต้องแก้ไขด้วยการเสนกวัดกว้าย (แปลว่าให้พ้นไปเสีย)  เพราะก่อนที่จะมาหาแม่มดในลักษณะนี้ คนในบ้านจะเกิดอาการเจ็บป่วย โดยหาสาเหตุไม่ได้
    สิ่งของที่ต้องจัดเตรียม
    1. ผ้าขาว 6 ผืน ๆ ละ 2 เมตร แขวนประตู หน้าต่าง หัวบันได
    2. ไม้คาน 1 อัน ผ้าขาว 1 ผืน
    3. กระบุงข้าวม้า มีไข่ดิบ ด้าย เงิน 1 บาท
    4. ปานไก่ มีไก่ 2 ตัว
    5. ปานหมู หมู 2 ชิ้น หรือ หัวหมู 2 หัว
    6. กระด้งใส่ขี้เถ้าเสี่ยงทาย
    7. ปานเสื้อผ้าของทุกคนในบ้าน
    8. ไม้กวาด 2 กำ ทำด้วยกิ่งพุทรา และใบหนาด
     
     
    แม่มดทำพิธีเสนกวัดกว้าย ที่บ้านไผ่หูช้าง
    ที่มา:  ปิยวรรณ  สุขเกษม  ถ่ายภาพเมื่อ พ.ศ. 2544
     
    ขั้นที่ 2 แม่มดจะเริ่มทำพิธีประมาณ 8.30 น. โดยทำพิธีนอกกะล้อห่อง เอาข้าวของวางไว้ตรงหน้า แม่มดจะกล่าวเป็นคาถา ตามที่เล่าเรียนมาใจความโดยรวมว่า “บ้านนี้เป็นบ้านที่ไม่ดี  มีสิ่งชั่วร้ายมากีดขวางให้ปัดกวาดให้สะอาด  ของทุกอย่างในบ้านไม่ว่าจะเป็นที่นอน หมอน มุ้ง เสื้อผ้า  ฯลฯ  มีสิ่งชั่วร้ายปนอยู่  ปัดรังควานให้สิ่งชั่วร้ายทั้งหลายไปให้พ้น ปัดรังควานแล้วบ้านของเรานี้จะมีทุกสิ่งที่ดี”
    แม่มดจะใช้ไม้กวาด  กวาดบ้านทำเป็นพิธี  เป็นอันว่าได้ปัดรังควานออกไปแล้ว
     
     
    แม่มดเสี่ยงทายชะตาของคนในบ้านโดยใช้ไม้มอ (ไม้รูปร่างคล้ายตะเกียบ )
    ที่มา:  ปิยวรรณ  สุขเกษม  ถ่ายภาพเมื่อ พ.ศ. 2544
     
    ขั้นที่ 3 แม่มดจะเสี่ยงทายชะตาของคนในบ้าน (รวมทั้งผู้อยู่ผีบ้านเดียวกัน) การเสี่ยงทายนี้ใช้กระด้งใส่ขี้เถ้าสีขาว ไปวางไว้ในกะล้อห่อง เป็นการเสี่ยงทายหากขี้เถ้านั้นยังเรียบอยู่ไม่มีร่องรอยอันใดปรากฏก็แสดงว่า คนในผีบ้านเดียวกันนี้จะอยู่ดีมีสุข  
    ปานเสื้อผ้า จะมีเสื้อผ้าของคนในผีบ้านเดียวกันที่คอเสื้อจะมีการเสี่ยงทายโดยเอาก้อนข้าวเหนียวเคล้ากับดินหม้อสีดำ เคล้าให้เป็นเนื้อเดียวกันเป็นก้อนกลมผูกไว้ในคอเสื้อ
    หากปรากฏว่าก้อนข้าวเหนียวที่คอเสื้อ เมื่อนำออกมาแกะดู เป็นสีขาวแตกกระจายแสดงว่าเจ้าของเสื้อตัวนั้นจะมีเคราะห์ร้าย ต้องไปหาหมอเยื้อง หรือมดดูให้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป
     
     
    กระด้งขี้เถ้าเสี่ยงทาย
    ที่มา:  ปิยวรรณ  สุขเกษม  ถ่ายภาพเมื่อ พ.ศ. 2544
     
     
    หลังเสร็จพิธีจะเลี้ยงอาหารญาติที่มาร่วมงาน
    ที่มา:  ปิยวรรณ  สุขเกษม  ถ่ายภาพเมื่อ พ.ศ. 2548
     
    ขั้นที่ 4 หลังจากทำพิธีเสร็จ เจ้าของบ้านจะเลี้ยงอาหารกลางวันแก่แม่มด และญาติ ๆ ที่มาร่วมงาน งานนี้จะนิยมทำอาหารแบบดั้งเดิม และอาหารตามสมัยนิยมบ้าง อาหารดั้งเดิม เช่น แจ่วปลาร้า น้ำพริก ผักต้ม แกงหน่อส้ม ปลาแห้งย่าง เป็นต้น
     
    4. พิธีเชิญผีขึ้นเรือน (เอาผีขึ้นเรือน)
    ความเชื่อ
    เมื่อตายไปแล้วคนไทยโซ่งเชื่อว่าวิญญาณจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 จะไปอยู่ที่เมืองฟ้า วิญญาณส่วนนี้จะขึ้นไปได้ ต้องบอกทางให้ไป เรียกว่าการบอกทางไปเมืองแถง วิญญาณอีกส่วนหนึ่งจะอยู่กับลูกหลานที่บ้าน  วิญญาณส่วนนี้ต้องมีการเชิญขึ้นเรือน เรียกว่า การเชิญผีขึ้นเรือน วิญญาณส่วนนี้สามารถรับรู้และสามารถติดต่อสื่อสารกับจิตวิญญาณอีกส่วนที่เมืองฟ้าได้
    ความเชื่อนี้ยังคงอยู่อย่างมั่นคงในบ้านไผ่หูช้าง ในอดีตมีผู้นับถือศาสนาคริสต์หลายคนและศาสนาคริสต์สลายไปจากบ้านไผ่หูช้างเพราะความเชื่อว่า วิญญาณที่นับถือศาสนาคริสต์ไม่สามารถไปเมืองฟ้าและไม่สามารถขึ้นบ้านได้  แต่ไทยโซ่งเชื่อว่า ทำบุญในศาสนาพุทธแล้วได้บุญ  ผีกับพระจึงอยู่รวมกันได้
     
     
    ปู่ซ้าว ผู้นับถือศาสนาคริสต์คนแรกของไผ่หูช้าง
    ที่มา:  ศาสนาจารย์ อรัญ  ยูแบงค์ เอื้อเฟื้อภาพ ถ่ายภาพเมื่อ พ.ศ. 2504
     
    หลักการ
    พิธีเอาผีขึ้นเรือนเป็นพิธีกรรมของชาวไทยโซ่ง หลังจากมีคนตายเผาแล้วบอกทางให้วิญญาณไปเมืองแถง หลังจากนั้นดูวันที่เหมาะเพื่อเอาวิญญาณขึ้นเรือน การบอกกล่าววิญญาณขึ้นเรือน โดยหมอพิธีเรียกว่า เขยกก เชิญวิญญาณขึ้นเรือน เพื่อให้ลูกหลานได้ป้าดตงเซ่นไหว้ให้เป็นผีเรือนต่อไป  
     
     
    พิธีกรรมในงานศพที่บูรณาการระหว่างความเชื่อเรื่องผีและพระพุทธศาสนา
    ที่มา:  ศาสนาจารย์ อรัญ  ยูแบงค์ เอื้อเฟื้อภาพ ถ่ายภาพเมื่อ พ.ศ. 2504
     
    กิจกรรม
    ขั้นที่ 1 หลังจากการเผาศพผ่านไป ญาติ ๆ จะปรึกษาเพื่อนัดวันเอาผีขึ้นเรือน การนัดวันจะประกาศในวันเผาศพ เพราะหมอพิธีหรือเขยกกจะอยู่ด้วย เมื่อนัดวันแล้วเจ้าของบ้านต้องเตรียมสิ่งของก่อนวันงาน 1 วัน
    เตรียมจัดหาหมู 1 ตัว เพื่อใช้ในพิธี (ฆ่าหมูคล้ายเสนเรือน) หรือจะซื้อหมูมาจากตลาดก็ได้ เตรียมข้าวของเครื่องใช้ที่จะมาทำพิธีและเลี้ยงแขก เพราะแขกจะมากใกล้เคียงกับเสนเรือน หาซื้อผลไม้ เผือก  มัน  และห่อข้าวต้มมัดไว้ใช้ในพิธี
    ขั้นที่ 2 เวลาประมาณ 8.00 น. เขยกกจะมาที่บ้านงาน ญาติ ๆ จะทยอยมาร่วมงาน ญาติ ๆ จะห่อข้าวด้วยใบตอง 1 ห่อ ในห่อข้าวจะมีปลาแห้งย่างอยู่ด้วย ใครหาไม่ได้อาจใช้ข้าวห่อกับเกลือเม็ดก็ได้ ข้าวห่อจะรวมกันไว้ในกระบุง ห่อข้าวนี้ใช้สู่ขวัญคนในบ้านที่เอาผีขึ้นเรือน  และผีบ้านเดียวกัน
    ผู้รู้จะจัดของสำหรับมาเซ่นไหว้ผีเรือนโดยนำส่วนต่าง ๆ ของหมู เช่น หัวหมู ข้อขาหน้า และขาหลัง ส่วนตัว ส่วนหาง ส่วนต่าง ๆ จะนำมาวางเรียงกัน ใส่ในปานเผือนก่อนจะเรียง ใช้ใบตองรองบนปานเผือนก่อนจึงเรียงหมูให้คล้าย ๆ กับ 1 ตัว ตั้งไว้ในกะล้อห่อง
    เขยกกจะมายืนที่หน้าบ้าน เชิญวิญญาณคนที่ตายขึ้นสู่เรือน ของที่นำมาเชิญมีขันหมาก เมื่อเชิญแล้วเขยกกก็จะไปทำพิธีในกะล้อห่องบอกกล่าวผีเฮือน พร้อมของเซ่นไหว้ ร่ายคาถาไปตามที่เรียนมา
    หลังจากพิธีในกะล้อห่องเสร็จแล้ว เขยกกจะออกมาอยู่ด้านนอกกะล้อห่อง ผู้รู้จะจัดเตรียมอาหาร ขนม ผลไม้ ใส่ปานเผือนเรียกคนในบ้านมานั่ง และทำพิธีสู่ขวัญให้โดยการผูกข้อมือเป็นการเชิญขวัญให้มาสู่ร่างให้อยู่ดี มีสุข งานจะเสร็จเวลาประมาณ 12.00 น.
    ขั้นที่ 3 เลี้ยงอาหารแขกที่มาร่วมงาน อาหารก็เป็นแบบไทยโซ่ง งานนี้ไม่เน้นอาหารแบบสมัยใหม่ตามอย่างคนไทย เจ้าภาพจะจัดหมู ขนม และผลไม้ที่มีใส่กระบุงให้เขยกกกลับบ้าน
    ในอดีต เขยกกรับเพียงของที่แบ่งให้ ในปัจจุบันเจ้าภาพบางรายก็ให้เงินเป็นค่าแรงแก่เขยกก การให้เงินแล้วแต่ฐานะของเจ้าภาพ
     
     
    งานพิธีกรรมของไทยโซ่ง สะใภ้ต้องใส่เสื้อฮี(เสื้อที่ใช้ในพิธีกรรม ที่พาดไหล่อยู่) 
    ที่มา:  ปิยวรรณ  สุขเกษม  ถ่ายภาพเมื่อ พ.ศ. 2546
     
    *ที่มาของเนื้อหา:  ศึกษาจากแหล่งข้อมูลและหนังสือความเชื่อเรื่องผีฯของบุญมี ปาริชาติธนกุล หนังสือการศึกษาอิทธิพลของความเชื่อ ประเพณี และพิธีกรรม ฯของเรณู เหมือนจันทร์ เชย  ประวัติลัทธิของผู้ไทยทรงดำของสิริ  พึ่งเดชและหนังสือพระเจ้าถ้าพระองค์มีจริงขอให้.....ของอรัญ  ยูแบงค์ 
     
    ลำดับต่อไปจะกล่าวถึงความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับแถนหรือผีฟ้า (พิธีเสนเตง) ความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับมดมนต์ หรือผีมดผีมนต์ (พิธีเสนฮับมด พิธีเสนตั้งบั้งหรือเสนอ่านปาง หรือเสนกินปาง พิธีเสนเสนตัวหรือเสนขึ้นเสื้อ พิธีเสนแก้เคราะห์ พิธีจุดเทียนนำขวัญ) ความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับปู่เจื้อเสื้อบ้าน (การเลี้ยงศาลประจำหมู่บ้าน)   
     
     
     

    ติดต่อเรา

     
    • ปัทมา พัฒน์พงษ์
    • สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย
    • มหาวิทยาลัยมหิดล
    • พุทธมณฑลสาย 4 ศาลายา จังหวัดนครปฐม 73170
    • Tel: 66 (0) 2800-2308 - 14

    โซเชียลเน็ตเวิร์ค

     
    • เฟสบุ๊ค

    งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ข้อมูล วัฒนธรรม ความเชื่อ ของไทยโซ่งหรือไทยทรงดำ ถ้าผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ หรือ สามารถติดผ่านทางเว็บไซค์นี้เพื่ออัพเดทข้อมูลหรือแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง โดยสามารถส่งอีเมล์มาที่ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.